เพคะ!” แม่นมเหลียงร้องเรียกอย่างตื่นตระหนก คนในตำหนักโซ่วคังวุ่นวายแตกตื่น รีบให้คนไปตามหมอหลวง
คนแซ่เจิ้งห่วงพะวงแต่เรื่องฉู่หลิงอวิ้น แต่ก็ไม่อาจทิ้งหลัวฮองเฮาเอาไว้ไม่แยแส จึงทำได้เพียงข่มอารมณ์แล้วนั่งเฝ้านางอยู่ข้างเตียง
หมอหลวงเข้ามาจับชีพจรให้หลัวฮองเฮาก่อนจะควักยาน้ำออกมาขวดหนึ่งแล้วจ่อเข้าที่จมูกนาง รอจนนางได้สติจึงออกไปเขียนใบสั่งและต้มยาที่ด้านนอก
หลัวฮองเฮาเอนกายอยู่บนเตียงอย่างไร้เรี่ยวแรง สายตาเย็นเยียบจ้องคนแซ่เจิ้งที่คุกเข่าอยู่ข้างเตียง
คนแซ่เจิ้งถูกมองจนขนหัวลุก ทำทีเป็นซับน้ำตาเอ่ยว่า “เสด็จแม่ ท่านเห็นอวิ้นเอ๋อร์มาแต่อ้อนแต่ออด ที่ผ่านมาท่านอ๋องก็เฝ้าถนอมนางไม่ห่าง หาได้เคยประสบพบเจอเรื่องเช่นนี้ จางอวิ๋นเจี่ยนตอนนี้กลายเป็นคนสติไม่สมประกอบ หากฝ่าบาทพระราชทานงานสมรสจริงๆ มิใช่เป็นการเอาชีวิตของนางหรือเพคะ!”
นางร่ำไห้ปานจะขาดใจ หลัวฮองเฮาเพิ่งจะเป็นลมไปรอบหนึ่ง บัดนี้เริ่มหายใจติดขัด หัวสมองส่งเสียงอื้ออึงให้เป็นที่รำคาญยิ่งนัก
นางมองคนแซ่เจิ้งด้วยสายตาเย็นเยียบ “แล้วเจ้าจะให้ข้าทำอย่างไร?”
คนแซ่เจิ้งพลันเบื้อใบ้ ไม่รู้ว่าจะต่อความอย่างไรดี
“จะโทษก็โทษที่เด็กนั่นไม่รู้จักอดกลั้น ปกติก็ดูเฉลียวฉลาดดี ข้าถึงได้เอ็นดูนาง เป็นถึงบุตรีสายหลักของจวนอ๋องหนานเหอ ถูกบุตรสาวของอนุแย่งสามีไปไม่พอ ยังถูกคนอื่นเล่นงานให้เป็นที่ครหา! จะว่าไปแล้ว ก็เป็นเพราะนางไร้ประโยชน์เอง!”