หมือนอย่างเคย มันมีแต่เปลวเพลิงที่โชติช่วง มากพอจะแผดเผาให้คนที่ถูกมองเหลือเพียงเถ้าถ่าน
เขาจ้องฉู่หลิงอวิ้น มือที่อยู่ใต้แขนเสื้อเดี๋ยวกำเดี๋ยวคลาย สุดท้ายก็ไม่มีเสียงหลุดออกมาสักแอะ เพียงสะบัดแขนเสื้อแล้วสาวเท้าพรวดๆ ออกนอกประตูไป
พวกคนแซ่เจิ้งยังคงยืนตะลึงอยู่ที่ลานด้านนอก ทันทีที่เห็นเขาพุ่งตัวออกมาราวกับพายุ ก็รุดจะเข้าไปขวาง แต่ก็ถูกซูหลินผลักออกอย่างไม่ไว้หน้าเลยสักนิด
เขาเดินเร็วมาก ท่ามกลางเหมันต์หิมะหนาว ผ้าสะบัดเป็นเสียงฉับๆ แสดงออกถึงความเกรี้ยวกราดและโกรธแค้นทั้งหมดที่ฝังอยู่ก้นบึ้งในใจเขา
ฉู่สวินหยางพลิกหน้ามองตามแผ่นหลังทีเดินลับไป มุมปากยกโค้งขึ้นลางๆ คล้ายรอยยิ้ม…
ระหว่างจวนอ๋องฉางซุ่นและจวนอ๋องหนานเหอ ชาตินี้ทั้งชาติคงไม่มีทางกลับมาญาติดีต่อกันได้อีก
ความจริงข้อนี้ ช่างเป็นสิ่งประเสริฐยิ่งนัก!
ขณะที่ซูหลินเดินออกจากเรือนไปพร้อมไฟโทสะเต็มท้อง ฉู่อี้หมินที่ก่อนหน้านี้แวะไปหาคนที่เรือนฉู่หลิงอวิ้นแต่ไม่พบใครถึงได้กลับไปรอที่ห้องหนังสือ ทว่าคอยอยู่นานก็ยังไร้ข่าวคราว จึงคิดจะไปสมทบด้วยอีกครั้ง แต่พอเดินไปถึงสวนดอกไม้ก็เจอกับซูหลินที่คล้ายถูกไฟลนก้นเดินออกมาจากเรือนหลังพอดี
“ซู…” ฉู่อี้หมินรู้สึกถึงไอสังหารที่อบอวลรอบตัวเขาในทันที จึงสูดหายใจลึกก่อนเดินเข้าไปหา
“ท่านอ๋อง!” ซูหลินหยุดฝีเท้า กระตุกยิ้มเย็นแปลกๆ จนฉู่อี้หมินอดจะใจสั่นไม่ได้ ซูหลินไม่มีอารมณ์จะเอาความอะไรก