องสกุลไปด้วยเสียเลย จัดการทุกอย่างในคราเดียว วันข้างหน้าจะได้ไม่ผิดใจกันอีก”
ถ้าฉู่ฉีเหยียนไม่พูดขึ้นมา ซูหลินคงจะลืมไปแล้วว่าวันนี้ทั้งวันเขายังไม่เห็นหน้าซูหว่านเลย ครุ่นคิดอย่างละเอียดก็จำได้ว่าซูหว่านมาหาเขาแต่เช้าตรู่ อ้อนเขาว่าจะมาอยู่กับฉู่หลิงอวิ้นทางนี้
เกิดเรื่องกับซูหว่านหรือ? แต่จะเกิดเรื่องอะไรได้เล่า?
ซูหลินมือไม้สั่น ถ้วยชาโคลงเล็กน้อย สะบัดหน้าขึ้นมองฉู่ฉีเหยียน เอ่ยว่า “น้องสาวข้าเป็นอะไร?”
“ไม่รู้!” ฉู่ฉีเหยียนตอบทื่อๆ ก่อนจะยิ้มหน้านิ่งราวว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับตน “ก็ตอนช่วงบ่ายมีคนเจอว่าท่านหญิงห้าแห่งวังบูรพากับคุณชายรองสกุลเหลยนอนร่วมห้องกันอยู่ สลบไสลไม่ได้สติ!”
ซูหว่านสลบไปก็จริง แต่ว่าทุกคนต่างมองเห็นอยู่ในสายตา แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับฉู่เยว่เหยียน
ทว่าไม่อาจปฏิเสธ ฉู่ฉีเหยียนจงใจเล่นคำกำกวมเช่นนี้ จะทำให้คนเข้าใจผิดเป็นความหมายอื่นได้ง่ายๆ
ฉู่สวินหยางชื่นชมวิชาตีหน้าของคนผู้นี้อยู่ในใจ
เช่นนี้แล้ว จะทำให้ซูหลินคิดว่าตัวเองมีชนักติดหลัง อารมณ์ย่อมอ่อนลงมาไม่น้อย
ฉู่สวินหยางไม่ได้เปิดโปงเขา
มองสองสกุลจิกกัดกัน เหตุใดนางจะไม่สุขใจเล่า?
เส้นเลือดบนหน้าผากของซูหลินผุดชัด บีบถ้วยชาแตกละเอียดด้วยคุมพลังในมือไม่อยู่ น้ำชากระเซ็นซ่าน หกรดทั่วร่างเขา
เขาเด้งตัวลุกขึ้น ตวาดว่า “พาข้าไปพบหว่านเอ๋อร์!”
ฉู่ฉีเหยียนไม่ขยับ แต่ฉู่อี้หมินแสยะยิ้มเอ่ยว่า “ท่านหญิงซูทางนั้นชา