ให้ด้วย!”
คำยังไม่ทันจบดี ศีรษะก็สะบัดหนีไปด้านข้างอย่างเคืองแค้น
“แค่เรื่องเข้าใจผิด ทุกคนอย่าได้ใส่ใจ!” คนแซ่เจิ้งเห็นสถานการณ์ดังนั้น ถึงได้ออกหน้าไกล่เกลี่ย
ฉู่สวินหยางไม่ได้ติดใจแต่ก็ทำเสียงเยาะใส่ทีหนึ่ง
ฉู่อี้หมินหันไปพูดกับนางด้วยสีหน้าขึงขังว่า “จวนข้าตอนนี้ยังมีเรื่องภายในที่ต้องจัดการ เกรงว่าจะไม่มีเวลาต้อนรับแขก ทหาร…”
“เสด็จลุงไม่ต้องเกรงใจ!” ฉู่สวินหยางไม่รอให้เขาเอ่ยสองคำว่า ‘ส่งแขก’ ก็เปิดปากตัดบททันที “เป็นซื่อจื่อที่เชิญข้ามา กล่าวว่าจะชี้แจงเรื่องที่เกิดขึ้นกับน้องห้าให้ข้าเข้าใจ”
นางพูดอย่างไม่รีบร้อนพร้อมปัดกระโปรงเบาๆ ก่อนจะก้มหน้ามองหาเก้าอี้แล้วทิ้งตัวลงนั่ง
ฮูหยินใหญ่เดินตามไปนั่งข้างๆ นาง สาวใช้ต่างยกชามาให้คนทั้งคู่อย่างรู้งาน
ฉู่สวินหยางนั่งจิบชาในมือทำท่าว่าเรื่องราวต่างๆ ไม่เกี่ยวอะไรกับตน เอ่ยว่า “เสด็จลุงมีเรื่องอะไรก็รีบจัดการเถอะ ไม่ต้องสนใจข้า ข้าคอยได้!”
ใบหน้าของฉู่อี้หมินยิ่งไม่น่ามองไปใหญ่ แต่รู้ดีว่าฉู่สวินหยางไม่มีทางพูดจาเรื่อยเปื่อย
ไม่นานก็เห็นฉู่ฉีเหยียนรีบร้อนเดินเข้ามาจากด้านนอก
ฉู่อี้หมินส่งสายตาเป็นคำถามให้เขา ฉู่ฉีเหยียนทิ้งตัวนั่งที่เก้าอี้ตรงข้ามกับฉู่สวินหยาง ดื่มชาไปอึกหนึ่ง ก็เอ่ยว่า
“ท่านพ่อ ข้ารั้งตัวท่านหญิงสวินหยางเอาไว้เอง ประจวบเหมาะที่ซื่อจื่อซูอยู่พร้อม เรื่องของท่านหญิงซูกับท่านหญิงห้า วันนี้ก็ถือโอกาสไขความกระจ่างให้ส