เสียงปรบมือฟังชัดยามค่ำคืน สำหรับฉู่หลิงอวิ้นเหมือนว่าฝ่ามือนั้นฟาดลงบนหน้าของนางอย่างไร้ความปราณี จนความอดกลั้นทุกอย่างที่มีแทบจะสลายเป็นผุยผง หายวับไปกับตา
นางจิกเล็บกลางฝ่ามือ ไร้ซึ่งวาจา หากว่าตนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ก็คงจะโห่ร้องชื่นชมความเก่งกาจในการตัดสินใจและเชื่อมโยงเรื่องราวของนังเด็กคนนี้ไปแล้ว
นั่นเพราะ…
ฉู่สวินหยางคาดการณ์ทุกอย่างได้ตรงจุด ทั้งหมดล้วนแต่อยู่ในการคิดคำนวณของนาง
“เช่นนั้นแล้วจะทำไม? ข้าเคยบอกแล้วนี่ มันเป็นเรื่องของข้า ไม่เกี่ยวกับเจ้า” จบคำ ฉู่หลิงอวิ้นเพียงเอ่ยเยาะเย้ยด้วยสายตาเย็นเยียบ
“แต่เจ้าคิดจะใช้วังบูรพามาเป็นแพะรับบาปตั้งแต่ต้น” ฉู่สวินหยางกล่าว ประโยคเดียวตรงประเด็น
เวลานี้นางถึงได้เบือนหน้ากลับมา มุมปากกระตุกคล้ายยิ้ม แต่สายตาลุ่มลึกคมปลาบจ้องเขม็งที่ดวงหน้าขาวซีดทว่าไม่ทิ้งความงาม
“เจ้า…” ฉู่หลิงอวิ้นสะอึก เกือบหลุดร้องออกมาเพราะโดนจี้ใจดำ
ฉู่สวินหยางเลิกคิ้วท้าทาย เอ่ยว่า “อย่าปฏิเสธว่าไม่ใช่! ทำก็บอกว่าทำ ถ้าตอนนี้เจ้ายอมรับ บางทีข้าอาจจะเหลือทางรอดไว้ให้เจ้าบ้าง”
ฉู่หลิงอวิ้นเงียบกริบ ในใจกลับมีคลื่นใหญ่ม้วนสูง โหมซัดอย่างไม่ปราณี
นังเด็กน่าตาย!
นางถึงขนาด…
รู้ทุกอย่างเลยรึ!
ฉู่สวินหยางมองนาง เล่าเรื่องราวที่เหลือต่อไป
“แผนเดิมของเจ้า ความจริงไม่มีฉู่หลิงซิ่วอยู่ในนั้น ตามที่ตกลงกันไว้ คนที่ต้องถูกส่งให้เข้าหอแทนเจ้าควรจะเป็น