ข้ารู้จักกับเจ้าก็ไม่เคยขุ่นข้องหมองใจ…”
เหยียนหลิงจวินผู้นี้ แม้จะถือว่าเป็นคนหน้าใหม่ในวงขุนนางและผู้มีอำนาจสูงศักดิ์ในเมืองหลวงแต่เสียงล่ำลือทุกๆ ด้านล้วนเป็นเลิศ นอกจากที่ไปขัดใจสองพี่น้องสกุลซูเมื่อครั้งก่อน ก็ไม่เคยได้ยินว่าเขาเคยล่วงเกินใครอีก
ความรู้สึกบอกนางว่า คนผู้นี้ไม่ได้มีนิสัยเลวร้าย
ฉู่หลิงอวิ้นพลันเกิดความหวังบางอย่างจากความคิดนั้น
ไม่คิดว่าวาจายังไม่ทันกล่าวจบ เหยียนหลิงจวินทางนี้ก็เอ่ยปากขึ้นเบาๆ ว่า
“งั้นเริ่มหมองใจกันตั้งแต่วันนี้เถิด!” ประโยคเดียว กระชับและเชื่องช้า แต่ทุกคนสลักชัดแทงใจ
สีหน้าของฉู่หลิงอวิ้นไร้เลือดโดยทันที ฝีเท้าถอยร่นซวนเซ
“เจ้า…” ปากนางอ้าค้าง น้ำตาที่กดลงไปอย่างยากลำบากรื้อกลับขึ้นมาใหม่อีกครั้งตามอารมณ์กราดเกรี้ยวที่อยู่เต็มอก
ตอนที่พูดประโยคนั้น เหยียนหลิงจวินไม่หันมามองด้วยซ้ำ ยิ่งไม่เคยส่งสายตาอ่อนโยนมาให้ มัวแต่ช่วยฉู่สวินหยางจัดแต่งเสื้อคลุมบนร่างอย่างตั้งอกตั้งใจ
“เหอะ…” ฉู่หลิงอวิ้นพลันรู้สึกว่าภาพเบื้องหน้าช่างน่าขันสิ้นดี และอาจเพราะเจ็บปวดเกินไป สุดท้ายจึงหัวเราะออกมาจริงๆ
เสียงหัวเราะนั้น ไม่อาจกักเก็บหยดน้ำตาได้อีก
————————————————————————