“ฉู่สวินหยาง?” ฉู่หลิงอวิ้นหรี่มามองพลันรู้สึกสะท้านไปทั่วกาย ครางเสียงแผ่วว่า “เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”
“คำนี้ข้าควรจะเป็นคนพูดกระมัง?” ฉู่สวินหยางเล่นเครื่องประดับตรงเอว พลางส่งยิ้มให้อย่างเอื่อยเฉื่อย
“ทุกนาทีของคืนเข้าหอมีค่าเท่ากับทองพันชั่ง ละครฉากใหญ่เช่นนี้ ฉากภาพตระการตา พี่หญิงอันเล่อไม่รอเจ้าบ่าวของตนอยู่ในเรือนหอ แต่เล่นหนีออกมาปีนกำแพงพร้อมกับบุรุษกลุ่มหนึ่ง? แบบนี้…ไม่ค่อยเหมาะสมกระมัง?” นางพูดไปพลางตบปาก ‘แปะๆ’ สองที เวลาเดียวกันก็ใช้หางตากวาดมององครักษ์ของฉู่หลิงอวิ้นไปรอบหนึ่ง
ฉู่หลิงอวิ้นไม่เคยถูกใครพูดจาดูถูกต่อหน้าเช่นนี้มาก่อน? สีหน้าเปลี่ยนโดยพลัน ชี้นิ้วอย่างเดือดดาล เอ่ยเสียงกร้าวว่า “ฆ่านางเดี๋ยวนี้!”
องครักษ์ทั้งสามคนสั่นระริก ลังเลไม่กล้าลงมือ
หากฉู่หลิงอวิ้นออกคำสั่งอื่น ต่อให้สั่งพวกเขาให้จับตัวฉู่สวินหยางไว้ก็จะไม่อืดอาดแต่นี่กลับสั่งให้ฆ่าให้ตาย? ฉู่สวินหยางมีฐานะเช่นไร สั่งให้ฆ่าก็ฆ่าได้เลยหรือ?
เหล่าองครักษ์พากันกระสับกระส่าย ฉู่สวินหยางพลันเอ่ยรับด้วยเสียงหัวเราะว่า “ให้ข้าเป็นคนทำดีกว่า อย่าได้ลำบากพวกเขาเลย”
สีหน้าของฉู่หลิงอวิ้นเคร่งเครียดทันตา
วาจาของฉู่สวินหยางยังไม่ทันจบดี ท่ามกลางความมืดบนต้นไม้ต้นข้างๆ กับด้านหลังของกำแพงสองฝั่งพลันมีร่างเงาสีทะมึนโผล่ออกมาราวกับปีศาจ
ฉู่หลิงอวิ้นใจกระตุกวูบ ดวงหน้าซีดเผือดอย่างไม่อาจควบคุม ก้าวถอยหลังด