ภายในเรือนของฉู่หลิงอวิ้นตอนนี้ถือว่าว่างเปล่าโดยแท้ เหลือเพียงยายเฒ่าสองคนในห้องเล็กๆ ที่กำลังกรอกเหล้าเหลืองกันอย่างครึ้มอกครึ้มใจ
ฉู่สวินหยางเมียงมองอยู่ข้างกำแพงเป็นนาน ตอนนี้เพิ่งจะโผล่ศีรษะขึ้นมาอย่างไร้กังวล กระโดดขึ้นไปนั่งบนกำแพงอย่างเปิดเผย ก่อนจะเริ่มบิดขี้เกียจ บ่นพึมพำว่า “เรื่องถ้ำมองพรรค์นี้ไม่ใช่งานที่สบายเอาเสียเลย”
เหยียนหลิงจวินจนปัญญา โอบเอวนางพาลงมาจากบนกำแพง องค์เอวของดรุณีน้อยทั้งบางและนิ่ม พอได้สัมผัสเข้าพลันให้ไม่อยากจะปล่อยมือ สองคนลอยตัวลงพื้น หัวใจของเหยียนหลิงจวินสั่นไหว ภายในต่อสู้กันอย่างหนัก สุดท้ายก็ไม่อาจตัดใจถอนมือออกมา
ฉู่สวินหยางมีแต่เรื่องของฉู่หลิงอวิ้นอัดแน่นเต็มสมอง ทันทีที่เท้าแตะพื้นก็ผละกายจะตามอิ้งจื่อไป แต่พอก้าวขาได้หนึ่งเท้าจึงค้นพบว่าตัวเองยังไม่เป็นอิสระ
นางชะงักกึก เงยหน้าขึ้นตามสัญชาตญาณ
มือของเหยียนหลิงจวินทาบอยู่บนหลังเอวของนาง ก่อนจะผลักนางส่งไปด้านหลังเบาๆ ให้ซ่อนกายใต้เงามืดของกำแพงด้านหลัง สายตาของเขามองมา กดหน้าลงเล็กน้อย หน้าผากติดอยู่ที่ศีรษะของนาง น้ำเสียงอ่อนโยนเอ่ยคล้ายจะปรึกษาว่า “หรือว่า…พวกเราจะไม่ตามไปดี!”
ฉู่สวินหยางถูกเขากักตัวเอาไว้แล้ว
น้ำเสียงนุ่มเบาแฝงขบขันฟังแล้วยากจะเข้าใจ ลมหายใจร้อนผ่าวเหมือนจะขับไล่ความหนาวเหน็บที่ปกคลุมลงมาพร้อมกับฟ้ายามราตรี มันนุ่มละมุนเสียจนทำให้คนเคลิบเคลิ้มหลงใหล
หัวใจของฉู่สวินหยา