งพลันสั่นเคว้ง สัญชาตญาณสั่งให้ผลักเขาออก แต่ความรู้สึกกลับบอกว่าการขัดขืนจะไม่ส่งผลใดๆ สมองหมุนแล่นเร็วจี๋ก่อนจะหลุดปากออกมาว่า
“อ่อ!” หนึ่งคำที่ตอบได้อย่างเลอะเลือนและเบาหวิว เหยียนหลิงจวินยังแอบนึกยินดีอยู่ในใจ ทว่ากลับได้ยินนางเปลี่ยนไปพูดอีกเรื่องอย่างรวดเร็วด้วยน้ำเสียงไม่สะทกสะท้านว่า “งั้นข้ากลับไปที่งานเลี้ยงแล้วกัน!”
นางจะแกล้งมึนงงไม่เข้าใจ เหยียนหลิงจวินก็ได้แต่ตามใจนาง
“หึ…” เสียงหัวเราะจำใจ เหยียนหลิงจวินค่อยยืดตัวตรง สายตาตกอยู่ที่ใบหน้าสับสนของนางครู่หนึ่งจากนั้นก็ค่อยถอนมือออกจากเอวนาง
สีหน้าของฉู่สวินหยางยังเป็นดั่งเก่า ในใจพลันถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก ตอนที่เขาดึงแขนออกไปเป็นเวลาเดียวกับที่นิ้วก้อยถูกเกี่ยวเบาๆ จากนั้นนิ้วน้อยของมือซ้ายที่ทิ้งตัวอยู่ข้างกายก็ถูกยึดไว้มั่น
เขาหมุนตัวด้วยความลื่นไหลสง่างาม ฉู่สวินหยางยังไม่ทันตั้งตัว ฝีเท้าจึงซวนเซไปหมด
เหยียนหลิงจวินไม่ได้หันมามอง ก้าวขาออกไปค่อนข้างจะรีบร้อน
ฉู่สวินหยางที่ถูกเขาเกี่ยวนิ้วเอาไว้ก็ต้องสับเท้าเร็วตามไปด้วย ปลายจมูกค่อยๆ ผุดเหงื่อเม็ดเล็กๆ ให้เห็น ดวงหน้าบอกบุญไม่รับแต่ก็ไม่ปริปากบ่นกระไร
นางไม่ใช่คนที่จะยอมจำนนกับสถานการณ์เลวร้ายและหาใช่คนที่ปฏิเสธไม่เป็น แต่น่าแปลกใจเหลือเกิน ทุกๆ ครั้งที่ใกล้ชิดกับเขา หัวใจของนางกลับไม่เคยคิดผลักไส ทั้งนางยังเป็นคนสบายๆ จึงคิดว่าการยื้อยุดด้วยเหนียมอายออกจะเสแสร้งไม