่จริงใจเท่าไรนัก
และอะไรๆ แบบนั้นนางก็ทำไม่เป็น
สองคนพลิกตัวข้ามกำแพงมาหยุดที่ตรอกด้านหลัง เหยียนหลิงจวินงอนิ้วเป่าปากเป็นเสียงจึงได้ยินเสียงฝีเท้าม้าดังกุบกับ อาชาดำตัวใหญ่ที่กลืนหายไปกับสีฟ้ายามดึกพุ่งตัวออกมาราวกับสายฟ้า
ฉู่สวินหยางสะดุ้งตกใจ คิดว่าคนผู้นี้บ้าไปแล้วกระมัง แค่ตามคนยังต้องอลังการถึงเพียงนี้?
ตอนที่ม้าตัวนั้นวิ่งมาอยู่เบื้องหน้านางก็ไม่มีทีท่าว่าจะลดความเร็วลง แขนข้างหนึ่งของเหยียนหลิงจวินคว้าตัวฉู่สวินหยาง อีกข้างหนึ่งเกี่ยวกับบังเหียนแล้วพลิกตัวขึ้นหลังมันทันที
กำลังเท้าของอาชาน่าอัศจรรย์ใจสมกับม้าหนุ่มสูงค่าหายาก ฉู่สวินหยางได้ยินเพียงเสียงลมที่หวีดหวิวอยู่ข้างหู แค่พริบตาก็วิ่งออกมาไกลได้สิบกว่าจั้งแล้ว
ยายเฒ่าที่เฝ้าประตูอยู่ด้านในได้ยินเสียงจึงผลักประตูออกมาดู เห็นว่าถนนด้านนอกว่างเปล่าโล่งแจ้ง แม้แต่ครึ่งเงาคนก็ไม่มี ครั้นแล้วก็งับประตูปัง งีบหลับต่อไป
เหยียนหลิงจวินขึ้นมาได้ก็ดึงผ้าคลุมผืนใหญ่ซึ่งวางเตรียมเอาไว้บนหลังม้ามาห่มร่างคนทั้งสอง ฉู่สวินหยางตกอยู่ในอ้อมแขนเขา มีเพียงใบหน้าน้อยเท่าฝ่ามือที่โผล่ออกมา ทั้งคู่มุ่งหน้าไปทางจวนสกุลซู
ขณะนี้เจ้าสาวผ่านเข้าจวนไปแล้ว เมื่อเสร็จสิ้นพิธีก็จะถูกส่งเข้าเรือนหอ ซูหลินนั้นถูกกระชากลากถูออกไปสังสรรค์ที่งานด้านหน้า
ภายในเรือนหอ ญาติพี่น้องสตรีเขามาหยอกล้อนางไปรอบหนึ่ง ต่างรู้กันอยู่ว่าฉู่หลิงอวิ้นเป็นคนเย่อหยิ่ง ไ