ชอบพอกันเท่าไร ตอนแรกบ่าวจึงไม่ได้สนใจนัก ตอนนี้มาคิดดู ระหว่างพวกนางสองคนไม่น่าจะมีความลับอะไรที่ต้องปิดบังผู้คนกระมัง”
“สองคนปิดห้องอยู่ในนั้นนานเท่าไร?” ฉู่สวินหยางซัก
“ไม่นานเจ้าค่ะ ประมาณครึ่งป้านชาได้” อิ้งจื่อตอบ “ด้านในก็ไม่ได้ยินเสียงดังอะไร แต่ตอนท้ายได้ยินท่านหญิงรองกระแทกประตูดังปังแล้วรีบร้อนเดินหนีไป คล้ายว่าทะเลาะอะไรกัน ทั้งยังผลักป้าคนหนึ่งที่เดินสวนมาจนล้มไปกองกับพื้นเลยเจ้าค่ะ”
ช่วงเช้าฉู่หลิงซิ่วยังแกล้งยั่วยุฉู่หลิงอวิ้นอย่างเปิดเผย ฉู่หลิงอวิ้นคงไม่ได้คิดวางแผนเอาคืนนางกระมัง?
ฉู่สวินหยางคิดไป แล้วก็ส่ายหน้ากับตัวเอง…
ไม่มีทางหรอก!
เรื่องจวนตัวขนาดนี้แล้ว ฉู่หลิงอวิ้นยังจะเอาอารมณ์ที่ไหนไปเบาะแว้งกับฉู่หลิงซิ่ว?
คล้ายว่าเค้าความจริงจะเริ่มปรากฏ ภาพเริ่มแจ่มชัดทว่าชั้นหมอกหนายังคลุมปก ขาดเพียงชิ้นส่วนเล็กๆ เท่านั้น
เหยียนหลิงจวินเห็นนางคิ้วพันกันยุ่ง ก็ส่งสายตาให้อิ้งจื่อเล็กน้อย “เจ้าลอบเข้าไปตรวจสอบในห้องดูหน่อย ลองหาว่ามีร่องรอยทิ้งไว้บ้างหรือไม่”
ราตรียามเหมันต์มาถึงเร็วกว่าปกติ ท้องฟ้าในกาลนี้ค่อยๆ สลัวขึ้นทุกขณะ
อิ้งจื่อรับบัญชา กำลังจะปีนข้ามกำแพงไปก็เห็นว่าภายในห้องอันมืดดำพลันเกิดประกายไฟสว่างวาบขึ้นมา
ทุกคนพากันระวังตัว ย่อกายหลบอยู่ด้านหลังของกำแพง
“ทำไมในเรือนยังมีคนเหลืออยู่อีก?” อิ้งจื่อกระซิบแผ่ว รู้สึกโกรธเคืองกับความบกพร่องของตน
ภายในห้องไม่ได้