“เป็นข้าที่จัดการไม่รอบคอบ วันนี้มัวแต่ยุ่งๆ ไม่ทันรู้ตัวก็มีขโมยแฝงตัวเข้ามาเสียแล้ว ดีที่ไปพบทันเวลาจึงไม่เกิดเรื่องร้ายแรง” คนแซ่เจิ้งตอบด้วยน้ำเสียงจริงใจ สีหน้าเต็มไปด้วยความโล่งอก กุมมือฮูหยินใหญ่เอาไว้แล้วกล่าวว่า “ยังดีที่แค่ตกอกตกใจแต่ไม่มีใครเป็นอะไร ไม่อย่างนั้นข้าคงไม่รู้จะชี้แจงกับองค์รัชทายาทและพวกเจ้าอย่างไรดี?”
ฮูหยินใหญ่เพียงฟังด้วยสีหน้าวิตก นางไม่ตอบความ เพราะว่าเข้าใจดี…
ณ ที่แห่งนี้ วาจาของนางไร้ซึ่งอำนาจ
อย่าว่าแต่ฉู่ฉีฮุยคนอยู่ที่นี่เลย ต่อให้เป้าหมายคือฉู่สวินหยาง นางก็หาได้จำเป็นต้องออกหน้า
“ท่านหวงจ่างซุน ท่านมองว่าเรื่องนี้ควรจัดการอย่างไร? ต้องไปรายงานองค์รัชทายาทสักคำหรือไม่?” ฮูหยินใหญ่ถาม หันหน้ากลับไปมองฉู่ฉีฮุย
ตั้งแต่ผ่านเข้าประตูมา ฉู่ฉีฮุยก็เอาแต่จ้องฉู่สวินหยางที่นั่งจิบชาอยู่ด้านข้างด้วยสีหน้าครุ่นคิด
เวลานี้ถึงค่อยได้สติ กำลังจะเปิดปากพูด ฉู่สวินหยางทางนั้นพลันวางถ้วยชาลง ปัดกระโปรงเล็กน้อยและลุกยืนขึ้น เอ่ยคำยิ้มแย้มว่า “ในเมื่อคนปลอดภัยแล้ว จำเป็นต้องทำเรื่องให้ใหญ่โตจนคนรู้กันทั่วด้วยหรือ? ลือต่อๆ กันไป จะไม่เป็นผลดีต่อชื่อเสียงของน้องห้า!”
“อะไรเรียกว่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่?” ฉู่เยว่เหยาโมโหทันทีที่ได้ฟัง นางเด้งตัวลุกขึ้น เอ่ยเสียงดังสนั่นด้วยหน้าตาดุร้าย “แม้คนเคราะห์ร้ายจะไม่ใช่เจ้า แต่อย่าลืมนะว่าเหยียนเอ๋อร์ก็เป็นน้องสาวของเจ้าเหมือนกั