งตามที่บอก แล้วดื่มชาเป็นเพื่อนนาง
เวลาผ่านไปอีกพักหนึ่ง ฮูหยินใหญ่แซ่เหยาก็กระหืดกระหอบมาถึง ผู้ที่มาติดตามมาด้วย ยังมีฉู่ฉีฮุยกับฉู่เยว่เหยาสองคน พอเห็นคนทั้งสองฮูหยินเหลยก็ไม่ร้องไห้อีก เช็ดน้ำหูน้ำตาแล้วตามเข้ามาด้วย
“ได้ยินว่าเกิดเรื่องกับเหยียนเอ๋อร์? คนเล่า?” ฉู่เยว่เหยามาถึงก็รีบถาม ทันทีที่สายตากวาดเข้าไปในห้องก็รีบวิ่งไปตรงหน้าเตียงแล้วเขย่าตัวฉู่เยว่เหยียน เมื่อเรียกไปสองทีแต่ไร้ปฏิกิริยาตอบกลับ สีหน้าของนางจึงเปลี่ยนไป หันขวับไปทางคนแซ่เจิ้งด้วยความเดือดดาล
“เกิดอะไรขึ้นกับน้องสาวข้า?” แม้คนจะประสบเคราะห์ในจวนตน แต่ฉู่เยว่เหยาก็อ่อนกว่าด้วยวัย การใช้น้ำเสียงเช่นนี้มาเค้นถามทำให้คนแซ่เจิ้งไม่พอใจอย่างมาก
มุมปากของคนแซ่เจิ้งกระตุกยิ้มเย็นเลือนลาง จากนั้นก็ถอนหายใจพลันเปิดปาก “ท่านหญิงใหญ่อย่าเพิ่งร้อนใจ แค่โดนยาสลบเท่านั้น ใต้เท้าเหยียนหลิงตรวจดูแล้ว นอนพักสักหน่อยก็ไร้เรื่องราว”
ฮูหยินเหลยได้ฟัง หยดน้ำตาที่ไหลเป็นสายพลันชะงักหยุด เอ่ยเสียงเครือว่า “แต่เขาเอาแต่นอนไม่ได้สติ เรียกอย่างไรก็ไม่ยอมตื่น ทำเช่นไรดีเล่า!”
คนแซ่เจิ้งมองท่าทางของคนบ้านนั้นก็ให้รำคาญใจ เบือนสายตาหนีไปด้านข้างอย่างรังเกียจ
ฮูหยินใหญ่ถึงเดินเข้าไปหาด้วยความกังวล ย่อเข่าคารวะคนแซ่เจิ้ง เอ่ยว่า “ท่านหญิงใหญ่เป็นห่วงน้องสาว ทางข้าได้รับข่าวก็รีบร้อนพากันมาที่นี่ ขอถามพระชายาว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?”