่าสายตาของเขายังติดอยู่ที่แผ่นหลัง จึงหันกลับไปส่งยิ้มให้เขา “ข้าไปก่อนนะ!”
“อืม!” เหยียนหลิงจวินตอบเบาๆ สายตามองส่งนางจนลับหายจากลานเรือน
เฉี่ยนลวี่ซ่อนตัวอยู่บนหลังคานานแล้วเวลานี้จึงได้ทิ้งตัวลงมา เอ่ยปากเรียกอย่างระมัดระวัง “นายท่าน!”
“อืม!” เหยียนหลิงจวินไร้อารมณ์บนหน้า “ไปตามหาเจี๋ยหงที่ด้านหน้า บอกนางว่าตรงนี้จบเรื่องแล้ว ไม่ต้องคอยเฝ้าอีก พวกเจ้าทั้งหมดไปเฝ้าฉู่หลิงอวิ้นทางนั้น จับตาดูทุกการเคลื่อนไหวของนางให้ดี”
“เจ้าค่ะ!” เฉี่ยนลวี่รับคำสั่ง เหมือนว่าไม่ต้องการอยู่ข้างกายเขาให้นานขึ้นแม้แต่เสี้ยวนาที ถึงได้พุ่งตัวออกไปทันควัน
ทางด้านฉู่สวินหยางก็หาสาวใช้ให้มาช่วยนำทาง พาไปเรือนพักของคนแซ่เจิ้งที่ซึ่งพวกฉู่เยว่เหยียนกับซูหว่านสองสามคนถูกจัดให้พักอยู่ในเวลานี้
เหลยซวี่กับสาวใช้ของซูหว่านถูกจัดให้อยู่ห้องด้านนอก ซูหว่านกับฉู่เยว่เหยียนอยู่ด้านใน คนหนึ่งนอนอยู่บนตั่งยาว อีกคนนอนอยู่บนเตียง ต่างสลบไสลไม่รู้ตัว
ฮูหยินเหลยมาถึงก่อนแล้ว ตอนที่ฉู่สวินหยางเข้าประตูไปก็เห็นนางโถมตัวอยู่บนร่างเหลยซวี่ น้ำตาไหลพรากๆ อ้อนวอนต่อฟ้าดิน เสียงร่ำไห้ฟังรวดร้าว ราวกับว่าได้สูญเสียลูกชายไปแล้ว
ฉู่สวินหยางถูกนางทำให้ตกใจจนมุ่นคิ้วบางๆ ก่อนจะเดินตรงเข้าไปด้านใน
คนแซ่เจิ้งนั่งจิบชาอยู่บนเก้าอี้ด้วยสีหน้าเครียดขรึม พอเห็นนางเดินเขามา เพียงเหลือบตาขึ้นมอง เอ่ยว่า “นั่งสิ”
ฉู่สวินหยางผงกศีรษะ นั่งล