ี่นั่นประมาณครึ่งชั่วยามก่อนจะกลับไป เหมือนว่า…ไปเจอกับใครคนหนึ่ง”
สีหน้าของฉู่ฉีเหยียนอึมครึม แต่ไม่ได้เอ่ยวาจา
ฉู่หลิงอวิ้นพลันแค่นหัวเราะออกมาเสียงหนึ่ง “เจ้าจะพูดอะไรก็พูดออกมาทีเดียวเลย ต่อหน้าข้ายังจะอมพะนำอะไรอีก”
หลี่หลินยิ้มขื่นในใจ แต่เห็นว่าฉู่ฉีเหยียนไม่ได้คัดค้าน จึงฝืนเล่าเรื่องต่อ “ข้าน้อยรู้สึกประหลาดใจ จึงลองไปสืบที่ตำหนักรับรอง เมื่อวานตอนใกล้เที่ยงองค์ชายห้าไม่อยู่ที่ตำหนักจริงๆ แต่เพราะเขาเคลื่อนไหวลึกลับ มีเพียงองครักษ์ติดตามอยู่คนเดียว สุดท้ายไปที่แห่งใดก็สุดจะรู้ได้”
ฉู่สวินหยาง?
เรื่องนี้เป็นฝีมือของนาง?
แต่เหตุใดทั่วป๋าไหวอันจึงยอมให้นางบงการได้เล่า
อารมณ์ของฉู่ฉีเหยียนเปลี่ยนพลิกในทันที มุ่นคิ้วถามว่า “เท่านี้รึ?”
“ขอรับ!” หลี่หลินตอบ “องค์ชายห้าฐานะไม่ธรรมดา ตำหนักรับรองทางนั้นก็แทรงแซงเข้าไปลำบาก แต่ดูจากสถานการณ์ในตอนนี้ คนที่ท่านหญิงสวินหยางไปพบเมื่อวาน มีความเป็นไปได้สูงมากว่าจะเป็นเขา”
“ฉู่สวินหยาง?” ฉู่หลิงอวิ้นขบริมฝีปาก สีหน้าเดี๋ยวขาวเดี๋ยวดำ เค้นเสียงชัดทุกคำ
หลี่หลินพูดจบไม่ทันไร ฉู่หลิวอวิ้นไม่รอให้ฉู่ฉีเหยียนเปิดปาก ก็สะบัดชายเสื้อหมุนตัวเข้าเรือนไปแล้