ร่มคันนั้นขาวปลอดทั้งคัน มีเพียงมุมหนึ่งที่ใช้หมึกดำวาดเป็นลายเส้นคร่าวๆ ดูรวบรัดหมดจด คล้ายจะเป็นป่าชอุ่ม กลางไพรมีคนสองคน เพราะว่ารูปวาดเล็กมาก เครื่องหน้ามองเห็นไม่ถนัด แต่จากเครื่องแต่งกายพอแยกออกว่าเป็นชายหญิงคู่หนึ่ง ชายหนุ่มในภาพเอนตัวอิงต้นไม้กำลังเป่าขลุ่ยยาวเลาหนึ่ง หญิงสาวที่อยู่เบื้องหน้ายืนรับลม ชายกระโปรงพัดพลิ้ว แม้จะเป็นแค่เงาร่าง ทว่าท่าทางกลับดูปลอดโปร่งสบายใจอย่างอธิบายไม่ถูก
“นี่เป็นฝีมือของจิตรกรท่านใด ช่างอัศจรรย์ยิ่งนัก!” ชิงเถิงอดจะเอ่ยปากชมเชยไม่ได้
มุมปากของฉู่สวินหยางกระตุก คล้ายจะเป็นรอยยิ้ม
ภาพนั้น คนอื่นอาจไม่รู้ แต่นางเห็นแวบเดียวก็ดูออก...
เป็นการพบกันครั้งที่สองของนางกับเหยียนหลิงจวินที่หุบเขาเพลิงอัคคี
เพราะภาพวาดบนร่มใช้สีดำเพียงสีเดียว จึงยากที่จะดูออกว่านั่นคือป่าก่วมที่หนาแน่นดั่งเปลวเพลิง แต่เพราะคนวาดฝีมือสูงส่ง จึงวาดออกมาได้อย่างมีจิตวิญญาณ ในแวบแรกที่นางเห็น ก็คล้ายว่าตนได้เดินเข้าสู่หุบเขาเพลิงอัคคีซึ่งมีใบไม้สีแดงร่วงโรยเต็มพื้นอีกครั้ง
ดินแดนมหัศจรรย์เช่นนั้น นางจำได้เสมอไม่เคยลืม
ชิงเถิงยังเคลิบเคลิ้มอยู่กับภาพวาด ส่วนชิงหลัวมองรอยยิ้มประหลาดของ