และเจ้าสำนักชิงเหลียนก็เข้าใจว่านี่คือแผนการที่ดีที่สุด เพราะว่ากู้ปิ่งคุนเป็นผู้มีพลังแข็งแกร่งที่สุดในบรรดาพวกเขาทั้งสี่กู้ปิ่งคุนก็มิได้ชักช้าหรือแกล้งทำเป็นถ่อมตน เพราะไม่มีเวลาแล้ว เขาประสานมือพูดทันทีว่า “ข้าจะไม่ทำให้เจ้าสำนักทั้งสี่ผิดหวังข้าจะพาฝ่าบาทออกจากเมืองหลวงให้ได้! ไว้พบกันใหม่”“พบกันใหม่!…”เจ้าสำนักทั้งสี่กล่าวอำลากันเสร็จ กู้ปิ่งคุนก็พากลุ่มทหารคนสนิทของตนเดินไปทางห้องบรรทมของฮ่องเต้หยวนคังทันที พวกเขาถอยทัพมาอยู่ข้างหน้าตำหนักหันกวงนานแล้ว ไม่สามารถถอยได้มากกว่านี้อีกแล้วห้องบรรทมของฮ่องเต้หยวนคังอยู่ด้านหลังของตำหนักหนักวงเมื่อกู้ปิ่นคุงผลักประตูเข้าไปก็ตกใจกับกระดูกนับไม่ถ้วน แม้จะเตรียมใจไว้แต่แรกแล้วก็ตามทว่าตั้งแต่ที่เขาตัดสินใจติดตามฮ่องเต้หยวนคัง เขาก็รู้ว่าไม่มีทางถอยแล้ว เขาทำได้เพียงเมินเฉยต่อกระดูกเหล่านั้นและรีบคุกเข่าพูดว่า “ฝ่าบาท กระหม่อมขอล่วงเกิน เป็นเรื่องด่วนจริงๆ กระหม่อมทำได้เพียงต้องพาพระองค์ออกจากราชสำนักแล้วจึงค่อยวางแผนกันอีกครา”
เมื่อพูดจบ กู้ปิ่นคุงกำลังจะลุกขึ้นไปแบกฮ่องเต้หยวนคังเพื่อออกจากที่นี่ แต่เขาเพิ่งจะลุกขึ้น จู่ๆ ฮ่องเต้หยวนคังที่แต่เดิมมีสภาพปางตายก็ลืมตาขึ้น “บุกถึงตรงไหนแล้ว”กู้ปิ่งคุนสะดุ้งโหยง ลอบดีใจที่เมื่อครู่นี้ไม่ได้กระทำการลงไปอย่างไร้มารยาท เขาทูลรายงานอย่างจริงจังว่า “เหลือเพียงประตูทางทิศเหนือที่พอจะต้านไว้ได้พ