้อยอุทาน
ลูกไก่สีเหลืองพูดอย่างดีอกดีใจว่า “บ้านข้า!”“ใหญ่!” เยี่ยนเสี่ยวเป่ามองสำรวจตำหนักน้อยใหญ่อย่างไม่ค่อยชอบเท่าไหร่นัก เขาหันไปมองท่านพ่อของเขาต่อ พบว่าท่านพ่อของเขา ‘แดง’ ขึ้นกว่าเดิม และในขณะนี้เอง แม่ทัพอสูรนรกผู้เฝ้าประตูราวกับเพิ่งตั้งสติได้ก็พึมพำว่า “ทำไมข้าจึงรู้สึกว่า เมื่อครู่นี้เห็น… ฝ่าบาท?”“หา?” แม่ทัพอสูรนรกผู้เฝ้าประตูอีกตนหนึ่งไม่เข้าใจ “เจ้าหมายความว่าอะไร”“ไม่มีอะไร ข้าอาจจะตาฝาดไปเอง” แม่ทัพอสูรนรกกะพริบตาสี่ดวงสองสามที เขาคิดว่าในเมื่อจักรพรรดิอสูรน้อยบอกว่า ‘จะไปหาพ่อ’ และยังรู้ทางดีเช่นนั้น มันอาจจะตาฝาดจนดูผิดไปจริงๆ ก็ได้ก็ถูก หากฝ่าบาทอยู่ข้างกาย จักรพรรดิอสูรน้อยจะถามว่า ‘พ่อข้าล่ะ’ ได้อย่างไรเล่า มวลหมอกสีแดงเมื่อครู่นี้ก็สลัวมาก ตนเองคงตาฝาดไปจริงๆแม่ทัพอสูรนรกคิดได้ดังนั้นก็ไม่คิดต่อไปแล้ว เพราะสมองของมันไม่พอใช้ สำหรับมันแล้ว การคิดมากมายเช่นนี้เป็นเรื่องที่ยากลำบากมากแล้วจริงๆส่วนแม่ทัพอสูรนรกอีกตนหนึ่งก็ไม่ได้ถามอีก เพราะมันเองก็ไม่อยากใช้สมองแล้ว รู้สึกปวดศีรษะ หากมีเวลามาคิด สู้มาปะทะกันหลังเปลี่ยนกะดีกว่า!
…ขบวนเยี่ยนอวี๋จึงเดินเข้าไปในวังจักรพรรดิอสูรได้อย่างง่ายดายและยัง ‘คลาน’ ไปทางอาคารตำหนักหลักโดยการนำทางของอสูรตนหนึ่งได้อย่างราบรื่นถึงอย่างไรความเคลื่อนไหวจากข้างหน้า อสูรผู้ต้อนรับก็ได้ยินหมดแล้ว พวกมันที่ไร้สมองและไร้พลังมากที่สุดจึ