าเจ็บหนัก ไม่สามารถฟื้นตัวได้อีกหลายปี ไม่คิดเลยว่า…”ลิ่นจ่างเอินในยามนี้อดสงสัยไม่ได้ว่าเขาเข้าผิดฝั่งหรือไม่ น่าเสียดายที่เขามิอาจถอนตัวได้แล้ว ทำได้เพียงเดินหน้าต่อไปถึงที่สุดลิ่นจ่างเอินทอดถอนใจ เขายังคงพยายามสังเกตการณ์โยวตูต่อไปทว่าไม่ว่าเขาจะพยายามอย่างไร เขาก็เห็นเพียงแสงสีม่วงเจิดจ้าอันเป็นสัญลักษณ์พลังวิเศษไร้เทียมทานของต้าซือมิ่ง…โยวตูณ สุสานกระบี่สำนักจวินจื่อผู้อาวุโสท่านหนึ่งเบิกตาโพลงเมื่อเห็นพลังของต้าซือมิ่งที่แผ่กระจายไปทั่ว “ม่านพลังศักดิ์สิทธิ์ ช่างเป็นเกียรติของโยวตูที่ได้รับการปกป้องเช่นนี้จากต้าซือมิ่ง”“ดูท่าในที่สุดเหล่าปราชาของโยวตูก็ไม่ต้องเผชิญอุทกภัยอีกต่อไปแล้ว ทุกคนจะได้อยู่อย่างสงบสุขเสียที” ในหอประมุขของสำนักจวินจื่อ จวินอั้นเทียนหรือเจ้าสำนักคนปัจจุบันของสำนักจวินจื่อกล่าวอย่างโล่งใจ
ยอดผู้แข็งแกร่งระดับตำนานสองท่านนี้ต่างรู้ว่าพลังวิเศษที่แผ่ออกมาของต้าซือมิ่งอยู่ระดับสูงเพียงใด นอกจากพวกเขาสองคนแล้ว คนที่เหลือบนแม่น ้าเย่ว์หมิงในบัดนี้ก็ไม่มีใครรู้เลยแม้แต่เฉินฉุนเฟิง เขาก็มิได้คิดมากไปกว่านั้น ถึงอย่างไรต้าซือมิ่งทุกยุคสมัยที่ผ่านมาต้องฝึกบำเพ็ญจนบรรลุ ‘ม่านพลังอันศักดิ์สิทธิ์’ ที่ไม่ธรรมดานี้ก่อนล่วงลับทั้งนั้น ดังนั้นเขาและอินสวินอี้ในบัดนี้ก็คิดเพียงว่าต้าซือมิ่งกำลังให้ความร่วมมือกับภาพม้วนขุนเขาและท้องทะเลเพื่อเตรียมความพร้อมเท่านั้น มีเพียง