ขึ้น…ณ ตำหนักราชสำนักในวังหลวงตี้ฉิว เสียงรายงานแหลมสูงของขันทีดังขึ้น “ทูลฝ่าบาท เซ่าซือมิ่งกู้แห่งตำหนักซือมิ่งขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”“เชิญ” เสียงอันน่าเกรงขามของจักรพรรดิสงบลงไม่นานกู้หยวนซูก็เดินตามขันทีราชสำนักเข้ามากลางตำหนักราชวัง นี่เป็นตำหนักที่จักรพรรดิหยวนคังประทับทรงงานและเป็นตำหนักที่เหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่เข้าเฝ้า
หลังจากที่กู้หยวนซูเดินผ่านพรมทางเดินสีแดงแสนยาวแล้วจึงเห็นจักรพรรดิหยวนคังประทับบนบัลลังก์ ทว่านางมิได้ตั้งใจดู เพราะการสบตาจักรพรรดินั้นเป็นสิ่งมิควร“หม่อมฉันหยวนซู คารวะจักรพรรดิเพคะ” กู้หยวนซูคารวะอย่างไม่แข็งกร้าวและถ่อมตนจนเกินตัว ทั้งใบหน้าและท่าทีของนางยังสง่างดงามเมื่อจักรพรรดิหยวนคังที่นั่งอยู่บนบัลลังก์เห็นสาวงามเช่นนี้แล้วย่อมจิตใจเบิกบานจนแสดงความนุ่มนวลขึ้นเล็กน้อย “ซูเอ๋อร์มิต้องมากพิธี ลุกขึ้นเถิด”“ขอบพระทัยฝ่าบาท” กู้หยวนซูลุกขึ้น นางพบว่านอกจากมีคนรับใช้ของจักรพรรดิในตำหนักแล้ว ยังมีขุนนางผู้ใกล้ชิดฝ่าบาทอีกท่านหนึ่ง นั่นก็คือเฉาหมิงเฉิง ขุนนางท่านนี้เคยไปสำนักชางอู๋เมื่อไม่นานมานี้“ใต้เท้าเฉา เชิญ” ขันทีที่เป็นที่ไว้ใจของจักรพรรดิหยวนคังก็เชิญให้เฉาหมิงเฉินออกไป ขันทีท่านนี้ทราบดีว่าเซ่าซือมิ่งกู้นั้นไม่ใช่บุคคลธรรมดาสำหรับจักรพรรดิหยวนคัง“กระหม่อมขออำลา” เฉาหมิงเฉินในฐานะที่เป็นขุนนางใกล้ชิดฝ่าบาทก็รู้ดีว่าความสัมพันธ์ลึกซึ้งขององค์จักพรรดิที