โดยไม่รอให้กู้หยวนหมิงสลัดความรู้สึกไม่สบายออก ชือหมิ่นซิงก็ชิงถามด้วยเสียงทุ้มต ่าว่า “ชุนซิ่นจวิน ข้าน้อยขอบังอาจถามว่าท่านทั้งสองมาทำอะไรในที่แห่งนี้”“ข้า…” กู้หยวนหมิงเกือบจะพูดโพล่งออกมาแต่อินหลิวเฟิงตบไหล่กู้หยวนหมิงเสียงดัง เพียะ อย่างรวดเร็ว“ชุนซิ่นจวิน!”ครั้นแล้วกู้หยวนหมิงตื่นจากภวังค์และระงับอาการวิงเวียนศีรษะแววตาที่เขามองชือหมิ่นซิงก็แปรเปลี่ยนเป็นความระมัดระวังและไร้ความปรานีมากขึ้น “ท่านมีฝีมือดียิ่งนัก!”“ระวัง อย่ามองเข้าไปในดวงตาเขา” อินหลิวเฟิงจำต้องเตือนอย่างจริงจัง เขารู้ดีกว่ากู้หยวนหมิงว่าชือหมิ่นซิงนั้นเซ้าซี้เพียงใด ว่ากันว่าคนผู้นี้เกิดมาพร้อมกับความสามารถในการสร้างความสับสนให้กับผู้คนฮ่าๆ… เมื่อชือหมิ่นซิงเห็นว่าไม่ประสบความสำเร็จ เขากลับพูดอย่างไม่ได้สนใจอะไรมากนัก “ซวงเสวียนจวินรอบคอบ ระมัดระวังมากกว่าที่ลือกันเสียอีก”“ไอ้หยา ชมเกินไปแล้ว เจ้าเองก็ร้ายกาจกว่าที่ลือกันมากนัก”อินหลิวเฟิงกล่าวด้วยรอยยิ้มทว่าดวงตากลับไม่ยิ้ม แล้วจึงถามตรงๆ
ไม่อ้อมค้อมว่า “คนเปิดเผยไม่พูดจาคลุมเครือ เจ้าบอกมาเถอะว่าเจ้าจะทำอะไร”ชือหมิ่นซิงแสยะยิ้ม ในที่สุดเครื่องประดับเงินที่มีอยู่เต็มตัวก็ส่งเสียงกระทบกันเกรียวกราว เขาจึงพูดด้วยจุดประสงค์ที่ชัดเจนว่า“หากข้าเดาไม่ผิด ที่แห่งนี้คือตำหนักไท่ชางในตำนานสินะ”“อาจจะใช่ พวกเราเองก็ยังไม่แน่ใจนัก” อินหลิวเฟิงกล่าวจริงจังชือหมิ่นซิงจึ