กนั้นเด็กน้อยคนนี้ก็กอดแขนท่านแม่ของเขาอย่างตื่นเต้นในทันทีแล้วชี้ไปข้างหน้า “อ้ะเนะเนะ! อ้ะเนะเนะ” ท่านแม่ๆ ท่านพ่อรูปงามอยู่ข้างหน้า รีบไปเร็วเข้า!
“…เด็กคนนี้ช่าง ‘มีชีวิตชีวา’ จริงๆ” อินหลิวเฟิงมองเยี่ยนเสี่ยวเป่าที่ฉลาดปราดเปรื่องอย่างตะลึงพลันสงสัยว่าพ่อทูนหัวตัวน้อยคนนี้อย่างน้อยต้องมี ‘สติปัญญา’ ของเด็กอายุราวห้าปีแน่นอน“เสี่ยวเป่าไม่รีบนะ รอเม่ยเอ๋อร์ก่อน” เยี่ยนอวี๋กลับชอบลูกน้อยที่มีชีวิตชีวาเช่นนี้ โดยเฉพาะในเวลาที่ลูกน้อยนอนหลับไปเกือบตลอดทาง“อ้ะ!” เยี่ยนเสี่ยวเป่าตะโกนราวกับเห็นด้วย แต่ก็ยังม้วนตัวไปมาอยู่ ท่าทางต้องการเกาหูและแก้มของเขาอย่างไม่สามารถหยุดได้โชคดีที่เม่ยเอ๋อร์กลับมาอย่างรวดเร็ว นางได้กลับไปยังรถม้าและคุกเข่าต่อหน้าเยี่ยนอวี๋ “คุณหนูใหญ่ มังกรทอแสงรวมไปถึงลมปราณของตำหนักไท่ชางได้ปรากฏตัวขึ้นในต้าฮวงเจ้าค่ะ”“ว่าอย่างไรนะ” อินหลิวเฟิงตะลึงจนอ้าปากกว้างอย่างเสียภาพลักษณ์เยี่ยนอวี๋ขมวดคิ้วอย่างไม่แปลกใจ “เจ้าไปขับรถม้าแล้วระวังเรื่องการซ่อนตัวด้วย”“เจ้าค่ะ คุณหนูใหญ่” เม่ยเอ๋อร์เข้าใจความหมายของคำว่า‘ซ่อนตัว’ นั่นคือห้ามปล่อยให้มังกรทอแสงและตำหนักไท่ชางสัมผัสได้ถึงลมปราณของคุณหนูใหญ่ส่วนเพราะเหตุใดนั้นเม่ยเอ๋อร์ไม่ได้ถามและจะไม่ถามให้มากความด้วย
ดังนั้นอินหลิวเฟิงจึงไม่คิดอะไรมาก เขาที่ดึงสติกลับมาได้แล้วรู้สึกว่าข้อมูลจากเม่ยเอ๋อร์หมายความว่าบริเวณนี้ของต้