งการพูดไร้สาระอีก นางดึงเส้นบางอย่างออกมาด้วยนิ้วเดียว และเตือนอย่างหวังดีว่า “ตอนที่ข้าเริ่มลงมือ ทางที่ดีเจ้าอย่าพยายามต่อต้านล่ะ มิเช่นนั้น หากกลายเป็นคนโง่ จะถือว่าเจ้ารนหาที่เอง”อินหลิวเฟิง “…”เขาอยากร้องไห้! จริงๆ นะแต่เขาไม่รู้ว่าควรจะต่อต้านเช่นไรดี เขารู้สึกหมดเรี่ยวแรงอย่างที่สุด นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกไร้พลังในรอบยี่สิบปีของชีวิตดูเหมือนว่าทั้งหมดนี้เป็นเพราะเขารนหาที่เอง…เขาเองที่แอบเข้าไปในเขตหวงห้ามของสำนักชางอู๋ เมื่อเขาจะส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือก็เป็นไปไม่ได้ แน่นอนว่าเขาสามารถต่อกรกับคนตรงหน้าเขาได้ แต่เขาก็มั่นใจมากว่า ขุมพลังที่อยู่ในเขตหวงห้ามของสำนักชางอู๋จะเอาชนะเขาได้ในไม่ช้า
ดังนั้นตอนนี้ เขากลายเป็นตัวไหมที่อยู่ในรังอย่างสมบูรณ์แล้ว?ในเวลานี้เอง จู่ๆ อินหลิวเฟิงก็นึกขึ้นได้ องครักษ์ได้ห้ามเขาแล้วมิให้เขาแฝงตัวเข้ามาในเขตหวงห้ามของสำนักชางอู๋ แต่เขาไม่เชื่อฟังเอง ไม่เชื่อฟังเอง…คราวนี้เป็นอย่างไรล่ะโดนลอบกัดเข้าแล้วอินหลิวเฟิงคอตกประดุจดอกไม้ที่เหี่ยวเฉา จะขัดขืนแต่ก็มิกล้าปล่อยให้เยี่ยนอวี๋กระทำสิ่งใดตามแต่ใจปรารถนา“เจ้ามิต้องเสียใจไป ตราบใดที่เจ้าไม่ทำร้ายเสี่ยวเป่าของข้าอีกมันจะไม่ส่งผลกระทบต่อเจ้า” ขณะที่เยี่ยนอวี๋พูดอย่างตรงไปตรงมาและปลอบใจด้วยสีหน้าไร้อารมณ์นั้น! ก็ได้นำอักษรรูนโบราณที่สร้างเสร็จแล้วประทับไว้บนกะโหลกศีรษะของอินหลิวเฟิงอย่างไร้ความป