จากประโยคของเซี่ยชิงเหยาเมื่อสักครู่ ทำให้สายตาจำนวนมากมองมาทางเจียงซื่อ
เจียงซื่อยืนอยู่ตรงนั้นด้วยแววตาสงบนิ่ง
หย่งชังปัวเหลือบตามอง กล่าวด้วยน้ำเสียงแหบแห้งว่า “ชิงเหยา เจ้าอย่าพูดพล่อยๆ!”
“ท่านพ่อเจ้าคะ ข้าไม่ได้พูดพล่อยไป อาซื่อพบว่าคนที่ฆ่าท่านแม่คือคนอื่น การตายของท่านแม่ไม่เกี่ยวกับท่านพ่อเจ้าค่ะ!”
หย่งชังปัวที่ยืนกรานขอตายเพื่อใช้โทษ รู้สึกตกใจกับคำพูดของบุตรสาวอันเป็นที่รักซึ่งถูกเลี้ยงอย่างตามใจมาแต่เล็กจนโต
เมื่อเห็นว่าบิดาไม่เชื่อ เซี่ยชิงเหยาก็เริ่มกระวนกระวาย นางตะโกนไปทางเจียงซื่อว่า “อาซื่อเจ้ารีบเล่าให้ท่านพ่อข้าฟังสิ!”
เจียงซื่อเดินตรงเข้าไปหาหย่งชังปัวย่อเข่าคารวะเล็กน้อยแล้วกล่าวอย่างผ่าเผยว่า “ท่านลุงเจ้าคะเมื่อครู่ข้าและชิงเหยาเข้าไปในห้องนอนของท่านปั้า พบรอยนิ้วมือสองนิ้วจากในตู้เสื้อผ้า ดูจากตำแหน่งและมุมแล้วน่าจะไม่ใช่เป็นรอยนิ้วมือที่สาวรับใช้เข้าไปจัดเก็บเสื้อผ้า”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ เจียงซื่อก็ชะงักลงเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยต่อไปอย่างหนักแน่นว่า “ดังนั้นหลานจึงวิเคราะห์ว่ามีความเป็นไปได้อย่างยิ่งที่จะเคยมีคนหลบอยู่ในตู้เสื้อผ้านั้นจึงได้ทิ้งร่องรอยเอาไว้”
“จริงงั้นหรือ” หย่งชังปัวดวงตาเป็นประกาย
การที่เขาต้องสูญเสียภรรยาที่อยู่ร่วมกันมานานหลายปีไปแน่นอนว่ามันช่างเจ็บปวดหัวใจเป็นที่สุด แต่ก็ไม่ถึงขนาดที่จะให้ตัวเขาซึ่งบัดนี้ลูกๆล้วนเติบโตเป็นหนุ่มสาวแล้ว ถ