หากเป็นไปอย่างราบรื่น พฤติกรรมความร้ายกาจของซื่อจื่อฉังซิงโหวก็จะกลายเป็นหัวข้อสนทนาที่ดุเดือดต่อไปของชาวเมืองหลวง เมื่อถึงตอนนั้นเจียงลี่และเจียงเพ่ยที่พำนักอยู่ในจวนฉางซิงโหวอยู่ระยะหนึ่งก็จะโดนวิพากษ์วิจารณ์มากน้อยเพียงใด
ถึงอย่างไรก็เพราะว่ามีพี่เขยเป็นคนเช่นนั้น คนที่ซุบซิบก็คงคิดว่าเกี่ยวข้องกัน
น่าเสียดายที่เจียงเพ่ยกลับไม่เข้าใจความหมายแฝงในคำพูดของเจียงซื่อ ยังคงแสดงออกว่า “พี่รองให้ปินปักผมหยกดอกไม้สีแดงเลื่อมทองกับข้าอันหนึ่ง พี่สี่ ท่านดูสิว่าข้าใส่แล้วเป็นอย่างไรบ้าง งามหรือไม่”
“งามนัก ข้าอิจฉาจนอยากจะร้องไห้เลย น้องหกพอใจแล้วใช่ไหม” เจียงซื่อกล่าวอย่างจนปัญญา
ในที่สุดเจียงเพ่ยก็ได้ยินน้ำเสียงเยาะเย้ยจากเจียงซื่อ ใบหน้าก็ตึงเครียดขึ้นทันที “พี่สี่ ทำไมท่านถึงพูดเช่นนี้ ต่อให้ที่อิจฉาที่พี่รองให้ของล้ำค่าแก่พวกเราจริง ท่านก็อย่าทำพูดจาพิกลเช่นนี้ ที่นี่ไม่ใช่จวนฉังซิงโหว ข้าไม่กลัวท่านหรอก…”
เจียงจั้นทนไม่ไหว จึงยกมือขึ้นเคาะหน้าผากของเจียงเพ่ยเจียงเพ่ยเจ็บปวด เอามือกุมหน้าผากพร้อมกับมองไปที่เจียงจั้น “พี่รอง ท่านทำอะไร”
เจียงจั้นกลอกตา “น้องหก สมองเจ้ามีปัญหาใช่ไหม ใส่ปินปักผมก็ราวมันเป็นขนหงส์? พิลึกจริงเชียว น้องสี่ เราไปกันเถอะ”
เจียงซื่อที่กลั้นหัวเราะถูกเจียงจั้นลากเดินไปข้างหน้า เจียงจั้นบ่นว่า “เจ้ายังจะหัวเราะอีก ไปพูดพร่ำกับคนที่สมองมีปัญหาทำไมกัน”
“เจ้าค่ะ