จู่ๆ ผ้าม่านรถม้าก็เปิดออก เผยให้เห็นใบหน้างดงามของหญิงสาว
อวี้จิ่นและเจียงจั้นหันมองพร้อมกัน
ในใจของอวี้จิ่นเต้นรัวราวเสียงกลอง อาซื่อคงไม่ปฏิเสธหรอกกระมัง?
เจียงจั้นเองก็กำลังกังวลเช่นกัน หากน้องสี่ไม่ยอมพี่อวี๋ชีไปด้วย เขาจะสลัดพี่อวี๋ชีอย่างไรถึงจะไม่ทำให้เสียหน้า
“ข้าสงสัยว่าใครกันนะที่ช่วยมารดาของหลิวเซิ่งไว้”
ได้ยินเจียงซื่อเอ่ยขึ้นดังนั้น เจียงจั้นก็พยักหน้าอย่างแรง “ใช่แล้ว ไม่รู้ว่าพ่อหนุ่มคนไหนทำเรื่องน่ายกย่องเช่นนี้ หากไม่ได้มารดาของหลิวเซิ่งที่ชี้นิ้วก่อนตาย เกรงว่าผู้บัญชาการทหารประจำอำเภอคงไม่เกิดความสงสัยในตัวเสวียนฉือหรอก”
อวี้จิ่นเพียงยิ้มมุมปากอยู่ข้างๆ เท่านั้น
เจียงซื่อหันมองดูเขา
ดวงตาทั้งคู่ประสานกัน ต่างคนต่างความคิดวินาทีนั้นไม่มีใครสนใจว่าเจียงจั้นพูดอะไรอยู่
เจียงซื่อหาข้อพิสูจน์การคาดเดาของตนเองจากรอยยิ้มจางๆ ของชายหนุ่ม แล้วจึงปล่อยผ้าม่านลง
ผ้าม่านสีฟั้าหลังฝนปลิวไปตามลม เผยให้เห็นภาพภายในรถม้าเป็นครั้งคราว
เจียงจั้นเห็นว่าน้องสาวไม่ได้คัดค้านก็ดีใจ เขาแกล้งทำเป็นไขสือ พูดถึงเจ้าอาวาสวัดหลิงอู้ขึ้นมา “เจ้าอาวาสวัดหลิงอู้ดูเหมือนเป็นอริยสงฆ์องค์หนึ่ง เพียงแต่เลอะเลือนไปหน่อย ถ้าหากเห็นธาตุแท้ของเสวียนฉือตั้งแต่เนิ่นๆ ก็คงไม่ต้องสูญเสียไปถึงสองชีวิตเช่นนี้หรอก”
“เลอะเลือน?” อวี้จิ่นกระตุกมุมปากยิ้มอย่างเย้ยหยัน “ผู้เป็นอริยสงฆ์ไม่เลอะเลือน ผู้ที่เลอะเลื