อรับ บิดาของหลิวเซิ่งแต่งงานตอนอายุยี่สิบปี เพียงแต่ว่า…” หลี่เจิ้งหยุดกลางคันเนื่องด้วยการเอ่ยเรื่องส่วนตัวของผู้อื่นต่อหน้าคนหมู่มากทำให้เขารู้สึกกระอักกระอ่วนใจ
ผู้บัญชาการจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “หลี่เจิ้งอยากพูดสิ่งใดก็เอ่ยออกมาเถิด มิเป็นไรตอนนี้ข้าต้องการทราบสถานการณ์ของผู้ตายให้ได้มากที่สุด”
หลี่เจิ้งพยักหน้ารับพร้อมกล่าวต่อว่า “บิดาและมารดาของหลิวเซิ่งแต่งงานเป็นสิบปีแต่กลับไม่มีบุตร ฉะนั้นกว่าหลิวเซิ่งจะเกิด บิดาของเขาจึงมีอายุมากแล้วขอรับ”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง” ผู้บัญชาการลูบเคราของตัวเอง
จู่ๆ วัยรุ่นคนหนึ่งที่ตามหลี่เจิ้งมาก็เอ่ยขึ้นด้วยความตื่นเต้นว่า “จริงด้วย ข้าจำได้ว่าแม่ข้าเคยเล่าเรื่องหนึ่งให้ฟัง!”
เมื่อเห็นสายตาทุกคู่จับจ้องมา วัยรุ่นหนุ่มผู้นั้นก็เริ่มรู้สึกประหม่า
“เจ้าเด็กหนุ่ม ไหนลองเล่าให้ข้าฟังดูสิ” ผู้บัญชาการยิ้มแย้มพลางเอ่ย
วัยรุ่นหนุ่มผู้นั้นอดไม่ได้ที่จะหันไปมองหลี่เจิ้งหลี่เจิ้งจ้องเขม็งมาที่เขา “ใต้เท้าบอกให้เจ้าเล่าก็เล่าไปสิ!”
“ข้าเคยได้ยินแม่ข้าเล่าว่า ปั้าหลิวแต่งงานมาเป็นสิบปีแต่กลับไม่มีลูก ที่คลอดหลิวเซิ่งออกมาได้ก็เพราะมาถวายธูปขอพรที่วัดหลิงอู้นี่แหละขอรับ!”
เห็นได้ชัดว่าสถานการณ์ของผู้ตายถูกชักนำเข้ามาพัวพันกับวัดหลิงอู้แล้ว และแม้ว่าจะเป็นเรื่องมงคล แต่ก็เห็นได้ชัดว่าใบหน้าของพระเสวียนฉือและพระท่านอื่นๆ ก็เริ่มไม่ค่อยจะสู้ดี
แ