มขึ้นว่า “แล้วที่บ้านของอารองของหลิวเซิ่งยังมีใครอยู่อีกหรือไม่”
“ไม่มีแล้วขอรับ อารองของหลิวเซิ่งมิได้แต่งงานกับสตรีใด ตอนนี้นอกจากญาติที่อยู่ห่างไกลออกไปแล้ว สกุลหลิวก็เหลือเพียงแต่ผู้เป็นมารดาเท่านั้นขอรับ”
“ข้าพอเข้าใจแล้ว แต่การที่บุรุษมิได้ตบแต่งกับสตรีใดก็เนื่องด้วยความขัดสน แต่สกุลหลิวมีกิจการร้านผ้า เหตุใดอารองของเขาถึงได้เป็นชายโสดล่ะ”
หลี่เจิ้งตอบ “กิจการร้านผ้ามิได้สืบทอดมาจากรุ่นบรรพบุรุษ แต่เป็นกิจการที่เพิ่งเริ่มทำในปีที่หลิวเซิ่งเกิดขอรับ ซึ่งในขณะนั้นอารองของเขาก็อายุราวๆ สามสิบปีแล้วขอรับ”
“ถ้าเช่นนั้นพื้นเพแต่เดิมของสกุลหลิวเป็นอย่างไรล่ะ”
หลี่เจิ้งส่ายศีรษะพลางถอนหายใจ “ยากจนทีเดียวขอรับ”
ผู้บัญชาการครุ่นคิดกับตัวเอง
แต่แล้วจู่ๆ อวี้จิ่นก็เอ่ยถามขึ้นว่า “บิดาของหลิวเซิ่งก็แต่งงานตอนที่อายุมากแล้วใช่หรือไม่”
เมื่อเห็นว่าหลี่เจิ้งหันมามอง เขาจึงยิ้มและกล่าวต่อว่า “ก็เมื่อครู่ได้ยินว่ากว่าหลิวเซิ่งจะเกิด อารองของเขาก็อายุได้ราวๆ สามสิบปีแล้ว ในเมื่อหลิวเซิ่งเป็นบุตรคนเดียว ทั้งยังไม่มีพี่ชายหรือพี่สาว ฉะนั้นก็มิได้แปลว่าบิดาของเขามีบุตรตอนที่อายุมากแล้วอย่างงั้นหรือ เป็นไปได้ไหมว่าจะมีเหตุผลที่มิอาจขอฝั่ายหญิงแต่งงานได้”
ชาวต้าโจวทั่วไปเมื่ออายุย่างเข้าสิบเจ็ดสิบแปดก็จะออกเรือนแต่งงานมีลูก แต่อายุของบิดาในปีที่หลิวเซิ่งเกิดถือว่าแก่เกินไปเสียด้วยซ้ำ
“มิใช่เช่นนั้นข