ปยังก้อนอิฐที่ชายเมื่อครู่วางเอไว้ แล้วใช้มือทั้งสองข้างค้ำเอาไว้ ร่างของนางก็ลอยขึ้นสูงก่อนจะตกลงสู่พื้นอีกฟากในกำแพงอย่างไร้ซึ่งเสียงใด
ในไม่ช้าประตูก็ถูกเปิดออกเบาๆ เจียงซื่อที่ยืนรออยู่ก่อนหน้าจึงรีบเข้าไปทันควัน
“คุณหนูเจ้าคะ เขาเข้าไปในเรือนแล้ว!” อาหมานรีบกระซิบบอก
เจียงซื่อจึงได้เร่งฝีเท้าตามเข้าไปโดยมีอาหมานตามติด
ภายในเรือนไม่มีแสงไฟ แม้แต่แสงจากดวงจันทร์บนฟากฟั้าก็หลบเข้ากลีบเมฆ ดวงดาวมืดมน ทำให้ท้องนภาดูมืดยิ่งกว่าเดิม เฉกเช่นเดียวกับอารมณ์ในจิตใจของสองนายบ่าวนี้
จู่ๆ ก็เกิดเสียงดังขึ้น ทำให้ทั้งสองหยุดลงทันทีแล้วหันมามองหน้ากัน
“ปัดโธ่ มืดฉิบหายมองไม่เห็นอะไรเลย!” น้ำเสียงสบถนั้นแม้จะไม่ดัง แต่ทั้งสองนางก็ได้ยินอย่างชัดเจน
ที่แท้ชายผู้นั้นเดินไปชนกับบางสิ่งเข้าอย่างไม่ทันระวังนี่เอง
ประตูหลักใหญ่เปิดกว้างไว้ มีเพียงผ้าม่านครึ่งผืนแขวนกั้นที่ด้านใน ชายผู้นั้นเดินเข้าไปจากนั้นนิ่งเงียบ
บัดนี้อาหมานไม่กล้าเอ่ยคำใดออกมา นางทำเพียงส่งสายตาไปถามเจียงซื่อเท่านั้น
แต่ดูเหมือนเจียงซื่อจะไม่เป็นกังวลเท่าไร นางเปิดม่านเข้าไปดูด้านใน
ท่ามกลางห้องต่ำและมืดมิด ชายผู้นั้นยืนอยู่ข้างเตียงกำลังมองผู้ที่อยู่บนเตียงโดยไม่ได้ขยับเขยื้อน
ผู้ที่นอนอยู่บนเตียงพลิกตัวกลับมาพอดี นางเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้นว่า “ลูกแม่…”
อาหมานเบิกตากว้าง ดวงตาอันเป็นประกายของนางท่ามกลางความมืดนี้ดุจดั่ง