่าหล่นอยู่ในพุ่มไม้”อานจื่อถามอย่างกลัดกลุ้มลู่จื่อถือพลั่วขึ้นมาพลางขมวดคิ้วมุ่น “เป็นไปไม่ได้ ข้าจำได้ว่าข้าวางมันไว้อย่างดี จะไปหล่นอยู่ในพุ่มไม้ได้ยังไง”
“ถ้าอย่างนั้นมันหายไปได้ยังไงล่ะ”
“หรือว่ามีใครมายุ่งกับมัน” น้ำเสียงของลู่จื่อเริ่มตึงเครียด
“เป็นไปไม่ได้หรอก เพราะตั้งแต่แรกที่คนสวนเอาพลั่วไปเก็บก็โดนพวกเราเฉ่งไปทีหนึ่งหลังจากนั้นเขาก็ไม่เคยแตะต้องมันอีกเลย”
“แล้วถ้าเป็นคนอื่นล่ะ” ลู่จื่อถามเสียงเบาอานจื่อชะงักไป “พี่ลู่จื่อ อย่าทำให้ข้ากลัวสิ”
สาเหตุที่พวกเขาไม่รู้สึกหวาดกลัวยามที่ต้องออกมาฝังศพกลางดึกก็เนื่องด้วยความเคยชิน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะไม่กลัวว่าจะมีคนจับได้
แต่แล้วจู่ๆ ลู่จื่อก็หันหน้าไปอีกทางโดยไม่มีสาเหตุ
อานจื่อหันตามไป
เบื้องหน้าทั้งสองมีหญิงสาวนางหนึ่งยืนอยู่
หญิงสาวนางนั้นผมเผ้ากระเซอะกระเซิง ใบหน้าเขียวช้ำ บาดแผลคราบเลือดภายใต้เสื้อผ้าหลุดลุ่ยยังคงปรากฏชัดท่ามกลางแสงจันทร์ และที่มือหญิงสาวนั้นถือพลั่วอยู่อันหนึ่ง
บ่าวรับใช้ทั้งสองที่ลำคอแข็งทื่อค่อยๆ หันหน้ามาสบตากัน สัมผัสได้ถึงความกลัวแทบหยุดหายใจจากแววตาของอีกฝั่าย
“ผะ…ผี…” อานจื่อร้องเสียงหลง เขากลัวมากจนเสียงนั้นคาอยู่ในลำคอ มีเพียงเสียงครางเล็กๆ ที่เล็ดลอดออกมา ครั้นขยับขาได้ก็วิ่งลนลานหนีไปทันที
ปฏิกิริยาของลู่จื่อไม่ได้ต่างจากอานจื่อเลยแม้แต่น้อย เขาออกวิ่งไปเพียงไม่กี่ก้าวก็หกล้มตีล