กิดขึ้น
“หินภูเขาจำลองนี้มาจากหนานหู ส่วนศาลาบนเขานั้นมีชื่อว่าศาลาปาอิน ช่วงนี้เหมาะแก่การขึ้นไปนั่งรับลมอย่างยิ่ง…” เจียงเชี่ยนกล่าวอย่างนุ่มนวล ให้ความรู้สึกว่าเป็นพี่สาวที่แสนดี
เจียงเชี่ยวชี้นิ้วพลางเอ่ย “พี่รอง ดอกโบตั๋นตรงนั้นกำลังบานได้ที่พอดีเลย พวกเราไปชมกันเถอะ”
เจี่ยงเชี่ยนผงะเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยอย่างยิ้มแย้มว่า “ข้าไม่ถูกกับกลิ่นของดอกโบตั๋นเท่าไหร่อย่างนี้แล้วกัน ข้าจะไปนั่งพักบนศาลา พวกเจ้าก็เดินชมกันตามสบาย”
“พี่รอง ข้าก็อยากไปนั่งในศาลาด้วยเหมือนกัน”เจียงเพ่ยรีบเอ่ยทันควัน
เจียงลี่พยักหน้าเห็นพ้องเนื่องด้วยมีความคิดในหัวที่ว่า มีเรื่องน้อยก็ทุกข์น้อยเมื่อเจียงเชี่ยวที่กำลังตื่นเต้นกับดอกโบตั๋นเห็นว่ามีหลายคนถอนตัวจึงเข้าไปลากแขนเจียงซื่อพลางถาม “ไปชมบุปผากันไหม”
“ไปสิ” เจียงซื่อพยักหน้าอย่างอารมณ์ดี
เจียงเชี่ยนมองตามเจียงซื่อและเจียงเชี่ยวที่กำลังเดินไปยังแปลงดอกโบตั๋น แววตาของนางฉายแววเยียบเย็น
“แปลกมากที่ในยามนี้ดอกโบตั๋นของจวนโหวยังคงบานสะพรั่ง” เจียงเชี่ยวซึ่งยืนอยู่ข้างพุ่มไม้สูดลมหายใจเข้าปอด จากนั้นจึงเอ่ยขึ้นว่า “ดอกโบตั๋นดอกใหญ่ขนาดนี้ กลิ่นเลยแรงเกินไปบ้าง”ท่ามกลางธรรมชาติสีแดงเข้มสลับกับสีเขียวอ่อนแต่ใบหน้าของเจียงซื่อกลับซีดเผือดราวกับหิมะ
นางได้กลิ่นเหม็นเน่าของความตายปะปนมากับกลิ่นฉุนของดอกไม้