้วก็ดื่มชาขิงเพื่อป้องกันความหนาวหน่อยแล้วกัน” สายตาของเวินสือเหนียนจ้องมองเฝ่ยไป๋ลู่
เจี่ยนต๋าเช่าสายตาเฉียบแหลม เขาดึงผ้าห่มออกมาแล้วส่งให้เฝ่ยไป๋ลู่
“ขอบคุณค่ะเลขาเจี่ยน” เฝ่ยไป๋ลู่รับมาด้วยมือทั้งสองข้าง แต่ไม่ได้ใช้กับตัวเอง เธอคลี่ออกแล้วห่มลงบนขาเวินสือเหยียน “ฉันยังมีความแข็งแรงของวัยรุ่น คุณชายสามเวินควรสนใจตัวเองให้มากกว่านี้นะคะ”
เมื่อไม่นานมานี้ก็ถูกคนยืมอายุขัยไป ตอนนี้พนักงานบริษัทก็มีปัญหาเดือดร้อนอีก ช่างน่าสงสารจริง ๆ
เฝ่ยไป๋ลู่สงสารเขาอยู่สองสามวินาที
เวินสือเหนียนนั้นไม่คุ้นเคยกับการใกล้ชิดผู้อื่นมากนัก เขาจึงตัวแข็งทื่อไปครึ่งวินาที
แต่เมื่อเขาสบสายตากับดวงตาที่เป็นกังวลคู่นั้นของเฝ่ยไป๋ลู่ สีหน้าเคร่งขรึมก็อ่อนลง “ขอบคุณ ครั้งนี้ทำให้คุณเดือดร้อนอีกแล้ว”
“ไม่เป็นไรค่ะ คุณออกเงิน ฉันออกแรง ยังไม่ถึงขั้นเดือดร้อนหรอกค่ะ” เฝ่ยไป๋ลู่รู้สึกว่าเวินสือเหนียนสุภาพเกินไป เมื่อรับเงินมาก็ต้องทำงาน เธอมีสำนึกที่ดีในเรื่องจรรยาบรรณทางวิชาชีพมากนะ
‘ยิ่งไปกว่านั้น…’ เธอหรี่ตาลงแล้วพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ฉันเพิ่งบังเอิญได้เจอกับชายที่มีธงเรียกวิญญาณคนนั้น”
น่าจะเป็นคนที่ดึงเอาวิญญาณของหลินเจี้ยนลี่ไป!
คิดไม่ถึงว่าเขาจะซ่อนตัวอยู่ในชนบท แสร้งเป็นเจ้าของโฮมสเตย์ แล้วกักขังนักท่องเที่ยวไว้
เฝ่ยไป๋ลู่ไม่ได้สังเกตเลย… เธอคิดว่าเวินสือเหนียนเป็นคนสุภาพ แต่ไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองพูดเร