“คุณหนู ยามสวีเจิ้ง[1] แล้วเจ้าค่ะ” อาหมานสาวรับใช้เดินเข้ามาเปิดม่านสีฟั้าดุจท้องฟั้าฟั้าหลังฝนที่ติดอยู่กับโครงเตียงออก พลางเอ่ยเรียกสตรีที่นอนตะแครงอยู่ด้านในด้วยเสียงเบา
ช่วงนี้เป็นฤดูใบไม้ผลิตอนต้น ท้องฟั้าด้านนอกเพิ่งจะมืดสนิท แสงกลางคืนจางๆ ส่องมายังสตรีบวกกับแสงสว่างจากเทียนบนโต๊ะ ทำให้พอเห็นเค้าโครงของสตรีที่อยู่ด้านในลางๆ
สตรีคนนี้มีคิ้วโก่งดุจคันศร มีจมูกเป็นคมสัน มีริมฝีปากสีอมชมพู และมีผิวพรรณนวลขาวผ่องใสถือว่าเป็นหญิงรูปงามคนหนึ่ง
นางผู้นี้เป็นบุตรสาวลำดับที่สี่ในตระกูลเจียงแห่งจวนตงผิงปัว[2] มีนามเพียงหนึ่งตัวอักษรชื่อว่าซื่อ
เมื่ออาหมานเห็นท่าทางของเจียงซื่อก็รู้สึกโมโหแทนคุณหนูของตน
คุณชายสามแห่งจวนอันกั๋วกง[3] คงตาบอดสินะรูปลักษณ์อย่างคุณหนู หากให้เข้าไปเป็นเหนียงเหนียงในวังหลวงก็ยังได้ แต่เขากลับไม่ให้ความสำคัญกับงานสมรสในครั้งนี้เลยสักนิด หรือเขารู้สึกว่าคุณหนูไม่คู่ควรกับตน
ความโกรธของอาหมานได้ก่อขึ้นหลังงานประพันธ์กลอนเมื่อช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา
งานนี้ถูกจัดขึ้นโดยเหล่าคุณชายตระกูลใหญ่ที่มีชื่อเสียงของเมืองหลวง ที่มารวมตัวร่วมสนุกสังสรรค์ ร่ำสุรา ประพันธ์บทกลอนด้วยกัน เมื่อฤทธิ์สุราเริ่มออก มีคนหนึ่งเริ่มหยอกล้อคุณชายสามจี้ฉงอี้แห่งจวนอันกั๋วกง ด้วยคำพูดที่ว่าอิจฉาคุณชาย ที่กำลังจะได้แต่งงานกับหญิงรูปงามขึ้นชื่อลือนามของเมืองหลวงใครเล่าจะคิด จี้ฉงอี้กลับเอ่