“แม้จะมีตำแหน่งเป็นถึงผู้อาวุโสเก้า แต่จางอวิ๋นไม่เคยมีประสบการณ์รับศิษย์มาก่อน ไร้ซึ่งวิสัยทัศน์โดยสิ้นเชิง! ตอนนี้ถึงขั้นจะรับ ‘คนพิการ’ เข้าสำนัก รังแต่จะสิ้นเปลืองทรัพยากรของสำนักเปล่าๆ ข้าขอเสนออย่างรุนแรงให้ตัดสิทธิ์การรับศิษย์ของเขาซะ!”
“คนพิการ? หึหึ…”
เมื่อได้ยินคำนี้ จางอวิ๋นก็หลุดหัวเราะออกมาเบาๆ
“เจ้าขำอะไร?”
เมิ่งจงขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิด
“ข้าขำในความเขลาเบาปัญญาของเจ้าน่ะสิ!”
จางอวิ๋นสวนกลับด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “ในสายตาเจ้าเห็นเป็นคนพิการ ก็แปลว่าเป็นคนพิการงั้นรึ? เลิกเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาลได้แล้ว! ในสายตาของข้า สวีหมิงผู้นี้ไม่เพียงไม่ใช่คนพิการ… แต่ยังเป็นอัจฉริยะในหมู่รากหญ้าอีกต่างหาก!”
“อัจฉริยะ?”
สิ้นคำกล่าว ไม่เพียงแค่เมิ่งจง แม้แต่ทุกคนในที่นั้นต่างก็ชะงักงัน อ้าปากค้าง
สวีหมิงเนี่ยนะ… อัจฉริยะ?
“ฮ่าๆๆๆๆ…”
ราวกับได้ฟังเรื่องตลกที่สุดในรอบร้อยปี เมิ่งจงระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่นจนตัวงอ
“จางอวิ๋น ข้าว่าเจ้าคงฝึกวิชาจนธาตุไฟเข้าแทรกสมองจนเพี้ยนไปแล้วกระมัง? รากวิญญาณไม่สมบูรณ์เห็นอยู่ทนโท่ว่าเป็นคนพิการ เจ้ากลับบอกว่าเป็นอัจฉริยะ?”