่อยู่ข้าง ๆ กลับพูดขึ้นมาซะก่อน
“หมอหาน หมอหานคะ?”
“ทำไมจู่ ๆ คุณถึงหยุดนิ่งไปล่ะ อาการบาดเจ็บของสามีฉันมันร้ายแรงมากหรือเปล่า?”
หานชิงอวี่ชะงักไปชั่วครู่ ปากที่กำลังจะพูดออกมาก็หยุดลงอีกครั้ง
“ครับ รอสักครู่ เดี๋ยวผมจะทำการตรวจอีกครั้ง”
ทันทีที่ประโยคนี้ที่หลุดออกจากปากของหานชิงอวี่ ทำให้เสี้ยวจ้านอีที่นอนอยู่บนเตียงผู้ป่วยถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง พร้อมมองหน้าเขาด้วยความแปลกใจ
เป็นไปได้ไหมว่าหานชิงอวี่คงรู้สึกผิดอยู่ในใจ จึงได้ยอมช่วยเหลือเขา?
“เอ่อ…ดีครับ…”
เสี้ยวจ้านอีพูดขึ้นด้วยหัวใจที่เต้นโครมคราม จากความรู้สึกดีใจ
“เอาล่ะ เดี๋ยวผมจะให้คุณค่อย ๆ ยกขาขึ้น คุณก็แค่ทำตามที่ผมบอกก็พอ”
“เอาล่ะ ทีนี้ก็ยกขาขึ้นช้า ๆ นะครับ”
หานชิงอวี่พูดพลางยกขาของเสี้ยวจ้านอีขึ้นเบา ๆ
ตอนแรกเสี้ยวจ้านอียังทำตามได้อย่างรวดเร็ว ราวกับว่าไม่ได้ออกแรงอะไรเลย
แต่จู่ ๆ ก็มาถึงจุดวิกฤติ เสี้ยวจ้านอีสั่นสะท้านขึ้นมาเล็กน้อย พร้อมกับสูดลมหายใจเข้าอย่างแผ่วเบา
หากไม่ติดว่าหลินเหม่ยเสวี่ยยังอยู่ข้าง ๆ เขาคงจะร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดแล้ว
“หากมีปฏิกิริยาตอบสนองจากการทำท่าทางแบบนี้ แปลว่าร่างกายยังมีปัญหาอื่น ๆ ดังนั้นเชิญคุณเสี้ยวไปตรวจสุขภาพที่ศูนย์ตรวจสุขภาพของโรงพยาบาลเราด้วยครับ แนะนำว่าคุณหลินก็ควรไปด้วย”
เดิมทีเสี้ยวจ้านอีตั้งใจจะยอมแพ้แล้ว
แต่เมื่อคำพูดของหานชิงอวี่จบลง เขาก็ฝืนดึงหน้ากากแห่งความเจ