ินเหริน ไม่ได้เจอกันนานทีเดียว!” ไป๋เจิ้ งเห็นชายวัยกลางคนที่สวมเสื้อคลุมสีแดงทอง ดวงตาของเขา ก็พลันเป็นประกายและก้าวออกไปคํานับทันที “เฮ้ ไป๋เจิ้ ง พวกเราก็รู้จักกันมาหลายปีแล้วยังจะต้องมีพิธีรีตอง อะไรมากมายอีก แล้วหนานกงเจินเหรินอะไรกัน ทําไมเจ้าไม่เรียกข้าว่า หนานกงด้าเซียน” “ฮ่า ๆ ตอนนี้ข้าเป็นเจ้าสํานัก แน่นอนว่าจะต้องสุภาพอยู่แล้วสิ” ไป๋เจิ้ งหัวเราะ จากนั ้ นจึงเข้าไปกอดศิษย์หนานกงผู้นี้อย่างอบอุ่น เชี่ย สองคนนี้ไม่ได้เป็นเพื่อนที่ดีต่อกันหรือไง! พวกเขาสวมกอดกันอย่างอบอุ่นอย่างคนที่ไม่ได้เจอกันมานาน เมื่อสวมกอดกันสักพักก็เริ่ มพูดคุยกัน “ไป๋เจิ้ ง ข้าไม่ได้เจอเจ้ามากว่ายี่สิบปีแล้ว เจ้ากลับยิ่ งดูอายุน้อยลง ไปเรื่อย ๆ” “นี่ไม่ใช่เหตุผลของการมุ่งมั่ นฝึกตนหรือไง” ไป๋เจิ้ งยิมออกมา ้ “เจ้านั่ นแหละ หนานกงเลี่ยงเอ๋ยหนานกงเลี่ยง พื้นฐานการฝึกตนของเจ้าจะถดถอยลงไปแทนหรือไง!” “เฮ้ ไม่ใช่ว่าข้าเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับสมุนไพรจนไม่ได้สนใจเรื่อง การฝึกตนหรือไง เจ้าก็รู้ดีนี่ แล้วพวกเขาคือศิษย์ของเจ้างั้ นเหรอ?” หนานกงมองไปยังหลี่เหว่ยหลงและคนอื่น ๆ “มา ๆ ข้าจะแนะนําให้เจ้าได้รู้จัก” ไป๋เจิ้ งกล่าวแนะนําศิษย์ของตัวเองให้หนานกงรู้จักทันที ก่อนที่จะ ชี้ไปที่ฉินเฉาแล้วพูดว่า “นี่คือฉินสือเอ้อ ฉินเจินเหริน ข้าและเขาเป็นสหายร่วมทางกันมา และเขายังเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตคนในสํานักเซียนทองคําเ