อต้องฝึกฝนเป็น ผู้ฝึกยุทธ์์ เขาจึงได้แต่เก็บกดความปรารถนาที่จะฝึกฝนวิชารัตติกาลผนึกอสูรเอาไว้ก่อน
จากข้อมูลที่ได้รับจากศิลาสุขาวดี หลี่ลี่ ก็เข้าใจถึงประโยชน์ของศิลาสุขาวดีแล้ว
ศิลาสุขาวดีนี้ก็แตกต่างจากศิลาเทวาลัยเช่นกัน มันเชี่ยวชาญในการดูดซับพลังปราณพิเศษ เช่น ร่างกายของสมุนมาร หรือแม้แต่ดวงวิญญาณ อันที่จริงสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นพลังปราณรูปแบบหนึ่ง เพียงแต่ผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปไม่สามารถดูดซับและเปลี่ยนแปลงมันได้
เมื่อทราบข่าวนี้ หลี่ลี่ก็ยิ่งดีใจมากขึ้นไปอีก สามารถดูดซับพลังปราณของปีศาจทั้งหลายได้ สามารถเพิ่มพลังปราณได้ หุบเขามารอับเฉาแห่งนี้ได้กลายเป็นสถานที่ทดแทนหุบเขาอาวุธไร้ค่า ไม่สิ มันควรจะเป็นสถานที่ฝึกฝนที่ดีที่สุดเหนือกว่าหุบเขาอาวุธไร้ค่าเสียอีก
เมื่อมีพลังปราณอย่างเพียงพอ หลี่ลี่จึงไม่รีรอ รีบออกจากวิหารแห่งราตรี นั่งไขว้ขาลง
ถึงแม้จะเป็นพลังปราณเหมือนกัน แต่เพียงแค่เข้าใกล้ศิลาสุขาวดีก็รู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือก แตกต่างจากความอบอุ่นสบายของพลังปราณในศิลาเทวาลัยอย่างสิ้นเชิง คราวนี้ไม่กล้าดูดซับเข้าไปเหมือนปลาวาฬดูดน้ำอีกแล้ว
หลี่ลี่ดึงพลังปราณออกมาเพียงเล็กน้อยอย่างระมัดระวัง ปล่อยเข้าสู่เส้นชีพจรในร่างกาย เริ่มฝึกฝนตามเคล็ดวิชารุ้งพิสุทธิ์ฝ่าสุริยัน
พลังปราณเพิ่งเข้าสู่เส้นชีพจร ทันใดนั้นก็ราวกับกระแสน้ำแข็งไหลผ่าน ทุกที่ที่ผ่านไป กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง เส้นเลือดแข็งตัว ความ