ห่างจากเมืองเยี่ยนผิงลงไปทางใต้สี่สิบลี้ ทิวเขาเนินเตี้ยสลับซับซ้อนทอดยาว แม้ขุนเขาไม่สูงตระหง่านทว่าป่าไม้อุดมสมบูรณ์ แม้ล่วงเข้ากลางเหมันต์เดือนสิบสองจนใบไม้ร่วงโรย ทว่าต้นไป๋ล่าที่หยัดยืนบนเนินเขายังหนาแน่นพอจะบดบังทัศนวิสัย
นักเดินทางที่มุ่งลงใต้เมื่อผ่านจุดนี้ หากเหลียวหลังกลับไปมองเมืองหลวงเยี่ยนผิงทางทิศเหนือ จะเห็นเพียงทิวเขาสลับซับซ้อนสุดลูกหูลูกตา ด้วยเหตุนี้ ยามบัณฑิตกวีมาส่งสหาย มักร่ำสุราร้องเพลงกัน ณ ที่แห่งนี้ ผู้จากลาหลั่งน้ำตาก้าวเดินต่อ ส่วนผู้มาส่งมักปีนขึ้นที่สูงเพื่อทอดสายตามองตามเบื้องหลัง
นานวันเข้า ศาลาและโขดหินบริเวณนี้จึงเต็มไปด้วยบทกวีและคำอำลาสลักทิ้งไว้ ภูเขาแห่งนี้จึงได้นามว่า ‘เขาวั่งจวิน’ (เฝ้ามองท่าน)
จวบจนสิ้นปี เมื่อถึงช่วงเวลานี้ เขาวั่งจวินมักเงียบเหงาเป็นพิเศษ แทบไม่มีผู้ใดเดินทางไกลออกจากเมืองหลวงในยามนี้
มีเพียงบุรุษสตรีผู้ลุ่มหลงในรักบางคน มายืนชะเง้อมองลงใต้ เฝ้ารอคอยอย่างขมขื่น หวังเพียงคนในดวงใจจะหวนคืนมาพร้อมสายลมยามเย็น เพื่อใช้การพานพบเป็นบทสรุปของการพลัดพรากตลอดทั้งปี
น่าเสียดาย โลกใบนี้มักลิขิตให้ผู้เฝ้ารอต้องผิดหวัง บนเส้นทางหลวงแม้นมีผู้คนสัญจรประปร