คล้อยหลังทุกคนทรุดกายลงนั่ง จ้าวหนิงจึงเอ่ยถาม “นายใหญ่มีข้อสงสัยอันใด”
แผ่นหลังของฉื่อปี่ตั้งตรงเหยียดดุจทวนค้ำฟ้า แม้เรือนร่างท่อนบนจะมิได้กำยำล่ำสัน ทว่ากลับแผ่กลิ่นอายหนักแน่นดั่งขุนเขา “คุณชายช่วยชีวิตพี่น้องของข้าฟางผู้นี้ไว้ ทว่าข้ากลับยังมิได้ขอบคุณต่อหน้า นับว่าเสียมารยาทนัก จึงขอคารวะขอบคุณอย่างเป็นทางการ ณ ที่นี้ ขอคุณชายโปรดอภัย”
กล่าวจบ เขาก้าวสืบเท้ามากลางโถง ประสานมือค้อมกาย ทำความเคารพอย่างเต็มพิธีการทุกกระเบียดนิ้วจนเสร็จสิ้น จึงหวนกลับไปนั่งที่เดิม
“มีบุญคุณใหญ่หลวงปานนี้ ต่อให้คุณชายสั่งให้ข้าบุกน้ำลุยไฟ ข้าฟางผู้นี้ย่อมไม่ขมวดคิ้ว ทว่าหลังศึกเมื่อคืนวาน หออี้ผิ่นผงาดขึ้นเป็นพรรคอันดับหนึ่งแห่งเมืองเยี่ยนผิง บุญคุณนี้ยิ่งใหญ่เกินคณานับ หากวันข้างหน้าข้ามิยอมให้คุณชายเรียกใช้ คงไร้หน้าไปพบผู้คนในยุทธภพแล้ว”
ฉื่อปี่ปรับสีหน้าเคร่งขรึม จ้องมองจ้าวหนิงพลางกล่าวทีละถ้อยคำ “รวมถึงตัวข้าฟางผู้นี้ คนของหออี้ผิ่นตั้งแต่บนลงล่างล้วนยินดีศิโรราบต่อคำสั่งตระกูลจ้าว ทว่าข้าขอตั้งกฎเหล็กสามประการ เรื่องบางเรื่อง ต่อให้คุณชายจะบั่นคอข้า ข้าก็ไม่มีวันกระทำ”
จ้าวหนิงแย้มยิ้มบางเบา เขารู้อยู่เ