ียมอีกฝ่าย คงพออาศัยบารมีขุนนางบุ๋นมาแข็งข้อได้บ้าง แต่น่าเสียดาย ระดับพลังของทั้งสองห่างชั้นกันราวฟ้ากับเหว
“ผู้ใดคิดใช้อำนาจบาตรใหญ่ รังแกหลานชายคนโตของข้า” น้ำเสียงทรงพลังดังกังวาน นัยน์ตาดุดันประดุจพยัคฆ์ร้ายกวาดมองไปทั่วโถง “ก้าวออกมา แล้วลองพ่นวาจาโอหังต่อหน้าข้าอีกสักรอบสิ”
หลิวมู่จือนัยน์ตาวูบไหว ก่อนปรายตามองเจ้าเมืองเยี่ยนผิงกับขุนนางผู้ตรวจการอย่างลึกซึ้ง เจ้าเมืองเยี่ยนผิงลอบกัดฟัน ฝืนทำใจกล้ากล่าวว่า “เจิ้นกั๋วกง ท่านมีฐานะสูงส่ง ย่อมไม่มีผู้ใดกล้าล่วงเกิน แต่นี่คืองานราชการ งานราชการย่อมมีระเบียบแบบแผน หรือว่าท่านจะกล้าใช้อำนาจหน้าที่เพื่อเอื้อประโยชน์ให้ลูกหลาน...”
วาจายังไม่ทันสิ้นประโยค ร่างของเจ้าเมืองเยี่ยนผิงพลันทรุดฮวบ! เข่าทั้งสองกระแทกพื้นเสียงดังสนั่น แรงกดทับมหาศาลบดขยี้จนกระเบื้องศิลาใต้เข่าแตกร้าวเป็นใยแมงมุม
เหงื่อเย็นเยียบผุดพรายเต็มหน้าผาก ร่างกายสั่นเทางันงกราวกับลูกนกตกน้ำ เขามิได้สมัครใจคุกเข่า แต่เป็นจ้าวเสวียนจีที่ปลดปล่อยแรงกดดันจากพลังบำเพ็ญ บดขยี้กระดูกสันหลังเขาจนต้องหมอบกราบ!
“สุนัขเช่นเจ้า มีสิทธิ์สอดปากในที่แห่งนี้ด้วยหรือ” จ้าวเสวียนจีปรายตามองดุจมองมดปล