เมื่อกินข้าวเย็นกันเสร็จ เลขาก็พาคนสองคนมาส่งหนังสือพิมพ์ฉบับเย็นของเมืองทุกเมืองในวันนี้ก่อนจะบอกลาไปเหมือนวางหนังสือพิมพ์ให้เรียบร้อย“นายเอาหนังสือพิมพ์เยอะขนาดนี้มาทำไม?” ชีซิงไม่เข้าใจ“อวิ๋นตั่วทำอะไรไม่เป็น จากสถานการณ์ในตอนนั้นที่บีบให้เธอต้องออกหางาน ฉันคิดว่างานที่เธอจะหาน่าจะเป็นงานที่เกี่ยวกับการเขียน เธอเรียนวารสารศาสตร์ บางทีอาจจะทำงานนิตยสารอยู่ที่สำนักงานหนังสือพิมพ์ที่ไหนสักแห่ง”“นายก็เลยคิดจะหาเธอจากในบทความเป็นกองเนี่ยน่ะเหรอ?” เฉินอวี้รู้สึกว่ามันเหลือเชื่อเกินไป “จะเป็นไปได้ยังไงน่ะ?”“ฉันเป็นคนสอนเธอเขียนเอง มีแค่ฉันที่เข้าใจสไตล์การเขียนของเธอที่สุด” อวี่เจ๋อดูมั่นใจอย่างชัดเจน“แต่สไตล์การเขียนของคนเรามันเปลี่ยนแปลงได้นะ”“ถึงเปลี่ยนก็ไม่หนีไปจากเดิมสักเท่าไหร่หรอก เธอเริ่มเขียนตั้งแต่เจ็ดขวบ อ่านหนังสืออะไร เขียนบทความอะไร ล้วนแต่มีฉันเป็นผู้นำ สิบสองปีเต็มๆ ฉันไม่เชื่อว่าหรอกว่าสิบสองปีนี้จะไม่ทิ้งร่องรอยอะไรไว้ในงานเขียนของเธอเลย”ขณะที่พูดอวี่เจ๋อก็นั่งลงที่หลังโต๊ะหนังสือ เริ่มเปิดหาร่องรอยความเป็นอวิ๋นตั่วจากในหนังสือพิมพ์ทีละหน้า ไม่ต่างกับการงมเข็มในมหาสมุทรเพียงแต่เข็มเล่มนี้ เขางมมาสี่ปีแล้ว“อวี่เจ๋อ นายเคยคิดบ้างไหมว่าถ้าหาเธอไม่เจอจะทำยังไง?” ชีซิงเห็นท่าทางของเขาแล้วก็รู้สึกปวดใจขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ จำได้ว่าตอนที่อวิ๋นตั่วเข้ามหาวิทยาลัย C ตอนที่เขา