วเองไปเดินพันเลยเหรอ?”อวี่เจ๋อยกเก้าอี้มานั่งอยู่ข้างเตียง ยกเท้าข้างที่บาดเจ็บของอวิ๋นตั่วมาวางบนหน้าขาตัวเอง “เห็นหรือเปล่าว่ามันบวมขึ้นมาอีกแล้ว! เธอกำลังทำอะไร?มีสเปรย์ฉีดหรือเปล่า?”“อยู่ในกระเป๋าค่ะ” อวิ๋นตั่วชี้กระเป๋าหนังสือของตัวเองอวิ๋นเฉียวรีบเอาสเปรย์ออกมาจากกระเป๋าของเธอ จากนั้นก็ส่งให้อวี่เจ๋ออวี่เจ๋อฉีดสเปรย์ใส่ขาของอวิ๋นตั่ว “ถ้าเธอยังทำอะไรตามใจแบบนี้อีกเทอมนี้คงต้องขาเป๋ไปเรียนทั้งเทอมแน่”“แค่ขาพลิกนิดเดียวเองนะคะ ไม่ได้หนักขนาดนั้นสักหน่อย?”“ถ้าไม่เชื่อก็ลองดูสิ!”“ช่างเถอะค่ะ หนูไม่ลองแล้ว” อวิ๋นตั่วมองเท้าที่บวมแดงของตัวเอง“แต่พี่ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่นะ พี่ดูสิหนูแสดงเสร็จแล้วพี่มาทำแบบนี้พรุ่งนี้คงเป็นข่าวใหญ่แน่ ที่หนูกลํ้ากลืนความอับอายมาหลายวันนี้คงจะสูญเปล่า”“แต่เธอก็ทำให้มันใหญ่ขึ้นอีก ขาบวมขนาดนี้แล้วยังกล้าไปแสดง รู้ไหมว่าตอนนี้มีข่าวซุบซิบออกไปแล้ว?”“จริงเหรอคะ” สองพี่น้องหันไปมองอวี่เจ๋อ “กับใครคะ?”“ยังจะตื่นเต้นกันอีกเหรอ?”อวิ๋นเฉียวลูบหัวน้องสาว ท่าทางราวกับมีคนรุ่นหลังสืบทอดตระกูลแล้ว“คิดไม่ถึงเลยว่าดอกท้อ*ของน้องสาวพี่จะเบ่งบานแบบนี้”อวิ๋นตั่วเงยหน้า “แล้วใครทำให้หนูเป็นแบบนี้ล่ะคะ! ใครกัน!?”อวี่เจ๋อพ่นลมออกจากจมูก จู่ๆ ก็ลุกขึ้นยืน “พี่มีธุระ ขอตัวก่อนนะ เธออยากกินอะไร พี่จะสั่งเดลิเวอรี่ให้”“ขาหนูเจ็บแบบนี้พี่ยังจะให้หนูกินอาหารเดลิเวอรี่อ