เว่ยอู๋เซี่ยนแค่นเสียงเยาะ มุมปากยกขึ้นอย่างเยือกเย็น “ข้าสะกดรอยตามขบวนทัพหนึ่งมาแต่แรก หมายจะหาจังหวะลอบสังหาร ใครจะคาดคิดว่าระหว่างทางพวกมันกลับไปรวมหัวกับขุมกำลังอื่น พอเห็นพวกมันกำลังจะเคลื่อนผ่านหุบเขานี้ ข้าจึงสั่งกำลังพลชิงยึดชัยภูมิเบื้องบน แล้ววางค่ายกลดักซุ่มรอ”
“ยามพวกมันเหยียบเข้าใกล้ดงมรณะ ข้าพายอดฝีมือสองคนเร้นกายไปเด็ดหัวพลสอดแนม เพื่อล่อให้พวกมันคลุ้มคลั่งไล่ล่า ทันทีที่พวกมันถลำลึกเข้าสู่ใจกลางหุบเขา พวกเราก็สาดห่าเกาทัณฑ์ทะลวงร่าง พร้อมใช้เชือกกระชากต้นไม้ใหญ่ให้สั่นสะเทือนกึกก้อง สร้างภาพลวงตาว่ามีขุมกำลังมหาศาลดักซุ่ม แล้วตวาดบีบให้พวกมันทิ้งดาบยอมศิโรราบ”
“สุนัขพวกนั้นที่หน้ามืดตามมา พอโดนศรเด็ดหัวร่วงไปสองสามศพ ซ้ำยังตกอยู่ในวงล้อมหุบเขามรณะ ความหวาดผวาทำให้พวกมันหน้ามืดตามัว แยกแยะจริงเท็จไม่ออก ทำได้เพียงตั้งโล่รับการเข่นฆ่า”
“ข้าจึงรั้งรอเจ้าอยู่ที่นี่ ขุมกำลังสามสิบชีวิตแม้จะดูหนาตา ทว่าหากใช้กลศึกพลิกแพลง พวกเราย่อมกลืนกินพวกมันลงท้องได้ในรวดเดียว”
จ้าวหนิงพยักหน้ายอมรับในความใจกล้าของสหาย เขากวาดสายตาประเมินสมรภูมิเบื้องล่างก่อนเอ่ยเสียงเรียบ “ยามนี้พวกมันคง