เทียนอี้คว้ากิ่งไม้ไว้แล้วค่อยๆ ขยับเข้าหากำแพง การะยะความห่างก่อนที่จะค่อยๆ กระโดดไปยืนบนกำแพงอย่างมั่นคงเขาหันไปขยิบตาให้อวิ๋นตั่วด้วยความภาคภูมิใจ ตื่นเต้นกับวิทยายุทธ์ของตัวเองอวิ๋นตั่วคว้ากิ่งไม้แล้วขยับเข้าใกล้กำแพง กิ่งไม้ก็เริ่มสั่น เมื่อรู้สึกว่าร่างของตัวเองเริ่มโอนเอน ก็เริ่มรู้สึกกลัวจนต้องนอนฟุบลงบนกิ่งไม้ ไม่กล้ายืนขึ้นมาอีก ได้แต่กอดกิ่งไม้ไว้แล้วมองเทียนอี้อย่างทำอะไรไม่ถูก กระซิบบอกเสียงเบา “ฉันไม่กล้า”เทียนอี้ยืนบนกำแพง ท่าทางราวกับนักรบ “ไม่มีอะไรต้องกลัวแล้ว เดินเข้ามาอีกหน่อยแล้วค่อยๆ กระโดดลงมา”อวิ๋นตั่วมองกำแพงที่กว้างไม่ถึงหนึ่งฟุต ถ้าไม่ใช่นักกีฬาคานทรงตัวคงต้องตกลงไปแน่ๆ เธอขมวดคิ้วแน่น เริ่มรู้สึกเสียใจที่ตกปากรับคำเดินทางนี้แต่เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วจะให้ถอยหลังก็ไม่ได้ ช่างน่าอึดอัดจริงๆเทียนอี้ก็ราวกับมีจิตวิญญาณของเหลยเฟิง เขาไม่ได้หัวเราะเยาะ แต่กลับคอยให้กำลังใจ “ค่อยๆ มา เธอต้องเชื่อก่อนว่าตัวเองทำได้ คิดดูสิ เธอเป็นคนที่จะสอบเข้ามหา‟ลัย C เชียวนะ”อย่างที่คนฟังก็ได้แต่คิดในใจว่ามันเกี่ยวอะไรกับสอบเข้ามหา‟ลัย C!แต่จะนอนกอดกิ่งไม้แบบนั้นมันก็ไม่ใช่ทางออก ต้องรวบรวมความกล้าแล้วเดินไปข้างหน้าเท่านั้น ตอนที่ใกล้จะถึงกำแพง เธอก็ไม่กล้ากระโดดไปอย่างเทียนอี้ ได้แต่ใช้สองมือจับกิ่งไม้แน่น จากนั้นก็ค่อยๆ ใช้เท้าก้าวขึ้นไปบนกำแพง จนกระทั่งเหยียบได้เต็มเท้าถึงได