“เย้!” จู่ๆ อวิ๋นตั่วก็ร้องดีใจ“เธอโง่หรือไง แพ้แล้วยังดีใจอะไรอีก?” จื่อเถิงว่า“ก็ฉันดีใจ นายยุ่งอะไรด้วยล่ะ?”“เธอจงใจใช่ไหม?” จู่ๆ เทียนอี้ก็มีปฏิกิริยาตอบสนองขึ้นมา“เปล่าสักหน่อย” อวิ๋นตั่วไม่ยอมรับเซียวเซียว “ฉันว่าเธอจงใจ”เทียนอี้ “ฉันตัดสินใจแล้ว ฉันจะแบกสมาชิกเราคนหนึ่งวิ่งรอบสนามหญ้าแทนหัวหน้าเอง”“ไม่ได้! จะเปลี่ยนกติกาตามใจชอบได้ยังไง” อวิ๋นตั่วรีบคัดค้านเธอพูดไป ก็ปีนขึ้นหลังอวี่เจ๋อไปด้วยเทียนอี้ดึงเธอไว้ “หัวหน้าไม่ได้บอกว่าต้องแบกเธอวิ่งนี่!”อวิ๋นตั่วหัวเราะ พลางยื่นหน้าออกมา “หัวหน้า บอกสิว่าจะแบกใครวิ่ง”เฉินอวี้ “แบกใครไม่สำคัญ แต่ยังไงก็ต้องวิ่ง”“วิ่งก็วิ่ง!” อวี่เจ๋อแบกอวิ๋นตั่วขึ้น แล้ววิ่งไปรอบๆ สนามหญ้า“สิบรอบ วิ่งให้ครบด้วยนะเว้ย” เฉินอวี้ที่ยืนอยู่ข้างๆ ตะโกนบอกทุกคนช่วยอวี่เจ๋อนับ หนึ่งรอบ สองรอบ สามรอบ พอถึงรอบที่เจ็ด
ความเร็วก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด เหงื่อบนหน้าผากเม็ดใหญ่กว่าเงินเหรียญซะอีก อวิ๋นตั่วยื่นมือออกไปช่วยเช็ดให้เฉินอวี้ “อวิ๋นตั่วจงใจแน่ๆ คงอยากให้อาจารย์แบกตัวเองวิ่งสิบรอบล่ะสิ”เมื่อครบสิบรอบ สองขาของอวี่เจ๋อก็หมดแรง เขาวางอวิ๋นตั่วลง ทรุดตัวลงบนพื้นหญ้า ได้ยินแต่เสียงหัวใจตัวเองเต้นตุ๊บๆ เสียงราวกับรัวกลองอวิ๋นตั่วนั่งลงข้างเขา ใช้มือพัดให้เฉินอวี้กับคนอื่นๆ ก็เข้ามาล้อม ถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง “ไม่เป็นไรใช่ไหม?”อวี่เจ๋อส่ายหน้า ตอนนั้นเขากำลังเห