ะขัดศรัทธา” ว่าแล้วก็หันไปทูลขอประทานอภัยจากจักรพรรดิ ก่อนรุดไปนำกระบี่คู่กายซึ่งเป็นศาสตราปราณขั้นหนึ่งเช่นกัน กลับมาวางตระหง่านบนโต๊ะ
หากจ้าวเสวียนจีเดิมพันเพียงยี่สิบรอบ สวีหมิงหล่างอาจลอบระแวง ด้วยรากฐานตระกูลจ้าวลึกล้ำ อาจแอบถ่ายทอดเคล็ดวิชาลับสุดยอดให้หลานชาย ทว่าการยืนหยัดเป็นคนสุดท้าย… จ้าวหนิงต้องบดขยี้คู่ต่อสู้ไม่ต่ำกว่าสองร้อยชีวิต
เรื่องพรรค์นี้ไร้ทางเป็นไปได้โดยเด็ดขาด
สิ้นเสียงกระบี่กระทบโต๊ะ บรรยากาศบนพลับพลาพลันดิ่งลงสู่จุดเยือกแข็ง แม้สองขั้วอำนาจจะมิได้สบตากัน ทำเพียงยกจอกสุราขึ้นจิบอย่างสงบ ทว่าขุนนางรอบข้างกลับแว่วเสียงศาสตราเหล็กกล้าปะทะกันดังกึกก้องในโสตประสาท
ทุกผู้คนเงียบกริบดุจจักจั่นฤดูหนาว ไร้ผู้ใดกล้าปริปาก ซ้ำยังระแวดระวังทุกท่วงท่าไม่ให้เกิดเสียงรบกวน
จักรพรรดิซ่งจื้อทรงทำลายม่านความตึงเครียด แย้มพระสรวลตรัสขึ้น “เทศกาลล่าสัตว์ฤดูสารทร้างราผู้กล้ายืนท้าประลองมาถึงหกสิบปี นับเป็นเรื่องน่าเสียดายนัก ยามนี้ราชวงศ์บังเกิดยอดอัจฉริยะองอาจปรากฏตัว เจิ้นมีหรือจะตระหนี่รางวัล”
ตรัสจบ ทรงโบกพระหัตถ์สั่งขันทีชราข้างกาย “ไปนำ ‘เช่อเตียว’ มา”
นาม ‘เช่อเตียว’ หลุดจากพระโอษฐ์ ขุน