“ยืนอยู่ข้างหลังก็ไม่ให้สุ้มให้เสียง ทำตัวลับๆ ล่อๆ ทำไมกัน?”จื่อเถิงจึงบอกว่า “ฟังพวกเธอพูดถึงเรื่องเหลวไหลแล้ว ช่างไม่สำนึกในความโชคดีของตัวเองจริงๆ ถ้าพ่อแม่เธอได้ยินคำพูดพวกนี้ ไม่รู้ว่าจะโกรธขนาดไหน?”“นายไม่ใช่พวกเรา นายไม่เข้าใจความกลุ้มใจของพวกเราหรอก”อวิ๋นตั่วว่า“เซียวเซียวมีเรื่องกลุ้มใจฉันยังพอเข้าใจได้ แต่เธอมีอะไรให้กลุ้มใจกัน”จื่อเถิงพูดอวิ๋นตั่วจึงบอกว่า “ถ้านายมีแม่ที่ไม่เชื่อมั่นในตัวนาย นายจะทำยังไง?ไม่ว่านายจะพยายามแค่ไหนเธอก็ไม่เห็น มันน่ากลุ้มใจไหมล่ะ?”“ถ้าแม่เธอเหมือนแม่ฉัน เชื่อเธอหมดทุกเรื่อง แบบนั้นก็น่ากลุ้มเหมือนกันนะ” จื่อเถิงพูด“หรือว่าในใจนายก็มีเรื่องทุกข์เหมือนกันเหรอ?” เซียวเซียวกับอวิ๋นตั่วถามขึ้น“ไม่ได้มีเรื่องทุกข์ใจหรอก แต่แค่ไม่พูดเท่านั้นแหละ” จื่อเถิงว่า “แม่ฉันเอะอะก็พูดกับฉันว่าฉันเป็นผู้สืบทอดรุ่นสามคนเดียวของตระกูล ทรัพย์สินของครอบครัวต่อไปก็ต้องพึ่งพาฉัน ฉันต้องมุมานะบากบั่น พวกเธอว่าไหมว่าคำพูดนี้ใช่ว่าพูดแล้วจะทำได้เลยนะ”ขณะเดียวกัน อวิ๋นตั่วกับเซียวเซียวก็นึกถึงแม่ของจื่อเถิงขึ้นมาแม่ของจื่อเถิงตัวไม่สูง อ้วนท้วน รูปร่างของจื่อเถิงตอนนี้เป็นผลงานของเธอโดยแท้ ทั้งสองกำลังจินตนาการว่า ถ้าหากแม่จื่อเถิงคีบอาหารให้จื่อเถิงไปด้วยพร้อมทั้งพูดกรอกหูเรื่องผู้สืบทอดคนเดียวของรุ่นสามไปด้วย ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา“พวกเธอยังจะหัวเราะอีก มีความ