บๆ ล่อๆ อีกด้วยท่าทางของพวกเขาดูแปลกมาก ไม่เหมือนผู้ปกครองที่มารับนักเรียน ไม่เหมือนคนดี เธอระแวงในใจจ้าวเยว่ที่อยู่ไม่ไกลนัก กวักมือเรียกลูกสาวตัวเอง สือเหยียนจึงวิ่งเข้าไปแล้วขึ้นไปบนรถจ้าวเยว่ขับรถไป และเอ่ยถามลูกสาวของตัวเองไปด้วย “เมื่อกี้แม่เห็นลูกคุยกับนักเรียนชาย ใครเหรอลูก?”“นักเรียนใหม่ของเทอมนี้ค่ะ หยูเทียนอี้”“ใช่ลูกชายลับๆ ของหยูอี้ซินหรือเปล่า?”“คุณแม่ก็รู้เรื่องนี้เหรอคะ”“ครอบครัวพวกเขาขึ้นพาดหัวข่าวเกือบทุกสัปดาห์ เรื่องภรรยาหลวงกับภรรยาน้อยทะเลาะตบตีกันเพื่อแย่งความรัก ถึงไม่อยากรู้ก็ต้องรู้บ้างล่ะ! แม่จะบอกให้นะ เด็กจากครอบครัวแบบนี้ สุขภาพจิตไม่ค่อยแข็งแรง ลูกก็อยู่ห่างๆ เขาหน่อยล่ะ”“หนูรู้แล้วค่ะ”“ช่วงนี้อวิ๋นตั่วเป็นยังไงบ้าง?” ผู้เป็นแม่ถามสือเหยียนจึงนำเรื่องตลกที่อวิ๋นตั่วก่อขึ้นวันนี้ เล่าอย่างออกรสออกชาติให้แม่ของเธอฟังรอบหนึ่งจ้าวเยว่ฟังจนยิ้มกว้างออกมาอย่างสนุกสนาน “มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอถ้าชูยินรู้เข้าต้องโกรธแน่ๆ เลย”“อวิ๋นตั่วเองก็ต้องรู้แน่ค่ะว่าจะทำให้คุณน้าชูยินโกรธ เธอก็เลยให้หลิวอวี่เจ๋อมาที่โรงเรียน”“หลิวอวี่เจ๋ออีกแล้วเหรอ ทำไมแม่รู้สึกว่าเขาดูแลเกินหน้าที่จัง ไม่เหมือนครูสอนพิเศษเลย”“ถ้าไม่จำเป็นคุณแม่ก็อย่าไปหาคุณน้าชูยินอีกเลยนะคะ เดี๋ยวเขาก็ทำเย็นชาใส่คุณแม่เหมือนครั้งที่แล้วอีก”“แม่รู้แล้วน่ะ เรื่องที่ควรพูดแม่ก็พูดไปหมดแล้ว ในอนาคตถ้าชูยิ