พอเดินเข้าไปในตึก เลขาก็นำพวกเขาไปยังห้องปราชุม ในนั้นมีคนนั่งอยู่เต็มไปหมด ดูจากลักษณะท่าทางและข้อมูลที่อยู่ในมือของแต่ละคนแล้ว ก็พอที่จะเดาได้ว่าพวกเขาก็มาหานักลงทุนเช่นเดียวกันพอคิดว่าต้องเอาชนะคู่แข่งมากมายขนาดนี้ให้ได้ เฉินอวี้ก็สูดหายใจลึก“พวกเราจะทำได้เหรอ”ชีซิงก็กังวลใจเช่นเดียวกัน แต่ก็ยังทำทีเข้มแข็ง “ทำไมจะทำไม่ได้ล่ะ”“ดูคนพวกนี้สิ อายุเยอะกว่าพวกเราทั้งนั้น พวกเขาต้องมีประสบการณ์ทางธุรกิจมากกว่าพวกเราแน่” เฉินอวี้ว่าอวี่เจ๋อจึงบอกว่า “แต่พวกเรามีโปรเจ็คดีๆ นะ”พอชีซิงได้ฟังคำนั้น เขาก็พยักหน้าแล้วพูดว่า “ใช่ พวกเรามีโปรเจ็คดีๆ”เมื่อประตูห้องปราชุมเปิดออก ผู้ชายใส่สูทรีดเรียบสี่คนก็เข้ามาแล้วนั่งลง จากนั้นเลขาก็แนะนำทีละคนตามลำดับ แต่ในนั้นไม่มีหยางซินหัวทั้งสามคนมองหน้ากันเลิ่กลั่กชีซิงแสดงความโมโหขึ้นมาก่อนใคร “รอมาตั้งนาน ไม่ได้เห็นแม้แต่ตัวของเขาอย่างนั้นเหรอ?”แต่เฉินอวี้กลับไม่ได้คิดมากอะไร “คนเยอะขนาดนี้ ถ้าหากเขาต้องพบทุกคนด้วยตัวเอง ก็คงจะเหนื่อยแย่”คำพูดนี้ฟังดูก็มีเหตุผล ทำให้ชีซิงกลั้นไฟโกรธของตัวเองเอาไว้ได้ ฟังคนอื่นอธิบายโปรเจคของตัวเอง แต่ละคนมีเวลาแค่สามนาที ทุกคนต่างก็ต่างอยากที่จะแสดงความสมบูรณ์แบบของโปรเจคตัวเองให้ทั้งสี่ท่านนั้นเห็นภายในเวลาสามนาที เช่นนั้นจึงเอาแต่คุยโวถึงผลกำไร และหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงความเสี่ยงเมื่อได้ฟังการนำเสนอเหล่านั้น ชีซิงก็รู