้สึกว่าพวกตนยังอ่อนหัดเกินไป
เพราะพรีเซ็นต์ที่อวี่เจ๋อเตรียมมา ผลกำไรที่คาดการณ์ไว้ค่อนข้างมีขีดจำกัดและความเสี่ยงก็เห็นได้ชัดมากด้วยเขาพูดกับอวี่เจ๋อเบาๆ ว่า“พวกเราควรเปลี่ยนแผนกันหน่อยไหม
พยายามที่จะไม่พูดถึงความเสี่ยง นายดูสิ พวกเขาไม่ได้พูดถึงความเสี่ยงอะไรนั่นเลยนะ”“ไม่มีโปรเจคไหนที่ไม่มีความเสี่ยงหรอก ที่พวกเขาไม่พูด ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีซะหน่อย” อวี่เจ๋อยังคงแน่วแน่มากเมื่อถึงรอบของอวี่เจ๋อ ภายในเวลาสามนาที เขาได้พูดข้อดีและข้อเสียของโปรเจคออกมาจนหมด ชีซิงทอดถอนใจในความอ่อนหัดของทีมตัวเองเนื่องจากเขายึดอุดมคติมากเกินไป แต่กลับไม่รู้ว่า อุดมคติกับความจริงมักจะห่างไกลกันมากเมื่อทั้งสามคนออกมาจากห้องปราชุม ชีซิงกับเฉินอวี้ก็รู้สึกท้อใจเล็กน้อยเพราะเลขาบอกให้พวกเขากลับไปรอฟังผล ประโยคนี้ช่างฟังดูคุ้นเคยเสียจริงก่อนที่จะมาหาหยางซินหัว พวกเขาไปหานักลงทุนมามากกว่าห้าสิบคน แต่ละคนก็บอกแบบนี้ทั้งนั้น ที่จริงแล้วมันก็คือการปฏิเสธแบบอ้อมๆอวี่เจ๋อรู้สึกมาตลอดว่า คำปฏิเสธแบบไม่ตรงไปตรงมานั้นช่างทำร้ายจิตใจคนมากกว่านัก เปรียบเสมือนกับมีดด้านที่เฉือนเนื้อ ทำให้คนฟังยากที่จะรับได้“ฉันว่าคงหมดหวังแล้วล่ะ” เป็นเฉินอวี้พูดขึ้นมาก่อนชีซิงก็เห็นด้วยเช่นกัน “พวกเราคงเหมาะกับเรื่องไอทีอย่างเดียว ไม่ค่อยเหมาะกับธุรกิจหรอก นักธุรกิจต้องการผลประโยชน์ ในใจก็รู้ชัดว่าการลงทุนทุกอย่างมีความเสี่ยงนะ แ